Tag

ดูแลสุขภาพ

Browsing

โรคสูงวัยเป็นส่วนหนึ่งตามธรรมชาติของชีวิต แต่ยิ่งอายุมากขึ้นและการเสื่อถอยของร่างกายสามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของเราได้ บทความนี้จะพาทุกคนมาสำรวจ 10 นิสัยประจำวัน ที่สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุชะลอวัย โดยเน้นที่การมีรักษาสุขภาพที่ยืนยาวและความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งนิสัยเหล่านี้มีพื้นฐานมาจากการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และง่ายต่อการรวมเข้ากับกิจวัตรประจำวัน จะมีอะไรบ้าง ตามมาดูกัน


10 นิสัยประจำวัน เพื่อชะลอวัยและรักษาสุขภาพที่ยืนยาว

1. การเลือกรับประทานอาหารตามโภชนาการ

10 นิสัยประจำวัน การเลือกรับประทานอาหารตามโภชนาการ

การรับประทานอาหารที่สมดุลเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้สูงอายุ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการได้รับสารอาหารที่เหมาะสมเพื่อรักษาระดับพลังงาน เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และป้องกันการขาดสารอาหาร รวมถึงผลไม้ ผัก โปรตีนไร้ไขมัน ธัญพืชเต็มเมล็ด และไขมันที่ดีต่อสุขภาพหลากหลายชนิดไว้ในอาหารของคุณ โปรดจำไว้ว่าสิ่งที่คุณกินส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของคุณ หากต้องการคำแนะนำโดยละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผู้สูงอายุควรกินอาหารประเภทใด

2. การออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่น และสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด กิจกรรมง่าย ๆ เช่น การเดิน การยืดกล้ามเนื้อ หรือโยคะสามารถให้ประโยชน์ต่อร่างกายได้มากมาย มันไม่ได้เกี่ยวกับการออกกำลังกายที่หนักหน่วง แต่เป็นการหาวิธีที่สนุกสนานและยั่งยืนในการออกกำลังกาย รวมถึงเป็นการออกกำลังที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับผู้สูงอายุด้วย บทความแนะนำ การออกกำลังกายประเภทใดที่เหมาะกับผู้สูงอายุ

3. บทบาทของการดื่มน้ำต่อสุขภาพผู้สูงอายุ

การรักษาความชุ่มชื้น โดยเฉพาะการดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย รวมถึงการย่อยอาหารและการควบคุมอุณหภูมิ ภาวะขาดน้ำอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้ ดังนั้น แนะนำให้ผู้อายุหมั่นจิบน้ำตลอดทั้งวันจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากไม่ชอบน้ำเปล่า ลองเติมมะนาว แตงกวาฝาน หรือดื่มชาอ่อน ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดื่มน้ำในผู้สูงอายุ ได้ที่บทความดังกล่าว

4. การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

การป้องกันและการตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอปย่างน้อยปีละครั้ง เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและจัดการปัญหาสุขภาพ การตรวจสุขภาพเหล่านี้ช่วยในการตรวจพบปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้เร็ว ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่ารอให้ร่างกายแสดงอาการ ทำให้การตรวจสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุเป็นประจำ

5. การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกาย โดยเฉพาะการนอนหลับที่ดีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพ ช่วยเรื่องความจำ สมาธิ และซ่อมแซมร่างกาย ตั้งเป้าการนอนหลับอย่างมีคุณภาพให้ได้ 7-8 ชั่วโมงในแต่ละคืน สร้างกิจกรรมก่อนนอนที่สงบและให้แน่ใจว่าห้องนอนเอื้อต่อการพักผ่อน

6. ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

การอยู่ร่วมกันทางสังคมช่วยป้องกันภาวะโดดเดี่ยวและความซึมเศร้าได้ หากคุณต้องดูแลผู้สูงอายุแนะนำให้พาไปร่วมในกิจกรรมของชุมชน สมัครเป็นสมาชิกชมรม หรือหากคุณต้องการดูแลตัวเองการติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนฝูง ออกไปพบปะผู้คนข้างนอกบ้าง ก็จะทำให้สุขภาพจิตใจดีขึ้น ส่งเสริมการให้กำลังใจและการมีส่วมร่วมกับผู้คนในสังคมได้

7. กระตุ้นสมอง

รักษาจิตใจให้เฉียบแหลม และมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ท้าทายสมอง เช่น ปริศนาคำทาย การอ่าน หรือการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ สามารถช่วยรักษาการทำงานของสมองและป้องกันความเสื่อมถอยได้

8. การจัดการความเครียด

ค้นหาความสงบ ความสมดุล และจัดการกับความเครียดเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดูแลสุขภาพจิตและร่างกาย เทคนิคต่าง ๆ เช่น การทำสมาธิ การหายใจลึก ๆ หรืองานอดิเรกสามารถช่วยลดระดับความเครียดได้ ค้นหาสิ่งที่เหมาะกับคุณ และทำให้เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน

9. ตรวจคัดกรองสุขภาพเป็นประจำ

ตรวจคัดกรองสุขภาพเป็นประจำ

นอกเหนือจากการตรวจสุขภาพตามปกติแล้ว การตรวจคัดกรองสุขภาพอย่างละเอียดโดยเฉพาะก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะโรคทั่วไปในผู้สูงอายุ ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจคัดกรองการมองเห็น การได้ยิน และโรคเรื้อรัง การทำความเข้าใจ 10 โรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ก็สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมว่าการตรวจร่างกายใดบ้างที่จำเป็น

10. ทัศนคติเชิงบวก

การมองโลกในแง่ดี และการรักษาทัศนคติเชิงบวกต่อชีวิตอาจส่งผลอย่างมากต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ ยอมรับความแก่ชราด้วยการมองโลกในแง่ดี และมุ่งเน้นไปที่การดูแลสุขภาพร่างกายควบคู่ไปกับสุขภาพจิตใจ


คำแนะนำเพิ่มเติมในการดูแลผู้สูงอายุ

คำแนะนำเพิ่มเติมในการดูแลผู้สูงอายุ

การดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องเกี่ยวกับการส่งเสริมวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี ปลอดภัย ซึ่งต้องใช้ความอดทน ความเข้าใจ และความเอาใจใส่ต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป นี่เป็นคำแนะนำเพิ่มเติมในการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี

ความปลอดภัยภายในบ้าน

  • ปรับเปลี่ยนพื้นที่อยู่อาศัย: ติดตั้งราวจับในห้องน้ำ จัดให้มีแสงสว่างที่ดี และขจัดอันตรายจากการสะดุดล้ม เพื่อทำให้พื้นที่อยู่อาศัยปลอดภัยยิ่งขึ้น
  • ความปลอดภัยในบ้าน: มีเบอร์โทรติดต่อฉุกเฉิน ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุล้มหรือเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์

สุขอนามัยส่วนบุคคล

  • ช่วยเหลืองานประจำวัน: ช่วยหรือให้แน่ใจว่าผู้อายุสามารถจัดการดูแลตัวเองได้ เช่น การอาบน้ำ การแต่งตัว และการแปรงฟัน
  • การดูแลผิว: ให้ความสำคัญกับการดูแลผิว เนื่องจากผิวของผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะแห้งกร้านและได้รับบาดเจ็บง่าย

ส่งเสริมภาวะทางอารมณ์และจิตใจ

  • การฟังและทำความเข้าใจ: คนในครอบครัวควรทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดี โดยรับฟังและเข้าใจความกังวลความรู้สึกของผู้สูงอายุ
  • ความเคารพและความเป็นอิสระ: ส่งเสริมความเป็นอิสระในทุกที่ที่เป็นไปได้ พร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น

การดูแลอย่างมืออาชีพ

  • บริการดูแลที่บ้าน: หากจำเป็นควรพิจารณาความช่วยเหลือจากผู้ดูแลมืออาชีพในกิจกรรมประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขามีอาการป่วยที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
  • การประเมินความต้องการ: ประเมินความต้องการเป็นประจำเพื่อปรับแผนการดูแลเมื่อสุขภาพเปลี่ยนแปลง

การเสื่อมสลายของร่างกายเกี่ยวข้องกับการดูแลตัวเองที่ส่งเสริมการมีอายุยืนยาวและความเป็นอยู่ที่ดีด้วย ซึ่งรวมถึง 10 นิสัยประจำวัน เพื่อชะลอวัยอย่างการรักษาอาหารที่สมดุล ออกกำลังกายให้เพียงพอ ตรวจสุขภาพเป็นประจำ นอนหลับให้เพียงพอ มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กระตุ้นสมอง การจัดการความเครียด เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ และรักษาทัศนคติเชิงบวก นิสัยแต่ละอย่างมีส่วนช่วยในการชะลอวัยแบบองค์รวม เพื่อให้มั่นใจว่าผู้สูงอายุไม่เพียงแต่มีอายุยืนยาวขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย


คำถามที่พบบ่อย

1. ผู้สูงอายุมีวิธีออกกำลังกายง่าย ๆ อะไรบ้าง?

กิจกรรมง่าย ๆ เช่น การเดิน การยืดกล้ามเนื้อ และการเล่นโยคะเบา ๆ สามารถให้ประโยชน์และเป็นการออกกำลังที่ดีสำหรับผู้สูงอายุได้

2. การดื่มน้ำมีความสำคัญต่อผู้สูงอายุอย่างไร?

มีความสําคัญอย่างมาก การดื่มน้ำอย่างเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย และป้องกันภาวะแทรกซ้อนด้านสุขภาพ

3. เหตุใดการตรวจสุขภาพเป็นประจำจึงสำคัญสำหรับผู้สูงอายุ?

การตรวจสุขภาพช่วยในการตรวจพบและจัดการปัญหาสุขภาพได้เร็ว ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

4. ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสามารถส่งผลต่อสุขภาพของผู้อายุได้จริงหรือ?

ใช่ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสามารถปรับปรุงสุขภาพจิตได้อย่างมาก โดยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและซึมเศร้าได้


อ้างอิง :

น้ำตาล เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับคำนี้อยู่แล้วเรื่องความอร่อย แต่หากกินของหวานหรือของที่มีน้ำตาลมากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของเราได้ เพราะเวลาที่เราได้รับความหวานหรือน้ำตาลจากอาหาร น้ำตาลจะทำให้รู้สึกดี นั่นจะทำให้สมองจดจำไปโดยอัตโนมัติว่าหากอยากรู้สึกดี จะต้องหาของหวานหรือน้ำตาลกิน หากมีอาการโหยหาของหวาน ๆ ตลอดเวลานั่นแปลว่า คุณนั้นกำลังจะเป็นโรคติดหวานนั่นเอง บทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับคำว่า ติดหวาน ว่าเป็นอย่างไร มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง อาหารติดหวานนี้จะทำให้เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้อีกบ้างไหม แล้วเราจะมีวิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอาการติดหวานได้อย่างไร


ติดหวานอาการเป็นอย่างไร

ติดหวาน

หลาย ๆ คนเวลากินของหวานหรือของที่มีน้ำตาลจะมีความรู้สึกสดชื่น จริง ๆ แล้วนั้นน้ำตาลจะไปช่วยทำให้เรามีแรงเพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งอีกด้วย แต่หลังจากนั้นไปก็จะเกิดการหลั่งของสารเซโรโทนินที่ทำให้มีอาการง่วงนอนนั่นเอง มีงานวิจัยหนึ่งได้บอกเอาไว้ว่าหากกินน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้หิวเร็ว และหิวบ่อย หิวมากกว่าเดิม เพราะว่าน้ำตาลจะไปทำให้ฮอร์โมนเลปตินลดน้อยลง ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะเป็นฮอร์โมนที่ออกมาหลังจากที่เราอิ่มแล้ว นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมว่าเราถึงไม่อิ่มสักที แล้วถ้ารับประทานน้ำตาลมากเกินไป น้ำตาลจะถูกเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนซึ่งจะถูกเก็บไว้ที่ตับ แล้วจึงค่อยนำกลับไปที่กระแสเลือดอีกครั้ง

และสุดท้ายก็จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันที่ไปสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หน้าท้อง ต้นขา สะโพก หากสะสมมากเข้าจะทำให้น้ำหนักตัวเกิน หากยังไม่ยอมเลิกรับประทานน้ำตาลอีกล่ะก็จะทำให้กรดไขมันพวกนี้ไปพอกที่หัวใจ ตับ ไต ทำให้อวัยวะในร่างกายเสื่อมสภาพลงไปเรื่อย ๆ แล้วโรคภัยไข้เจ็บก็จะตามมา แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราเริ่มมีอาการติดหวาน ในเบื้องต้นจะมีการสังเกตอาการดังนี้

  • รู้สึกอยากกินแต่ของหวาน เช่น ขนม ผลไม้
  • เวลาไม่ได้กินของหวานแล้วจะรู้สึกไม่ดี เหนื่อย หงุดหงิดง่าย
  • หิวบ่อย หรือจะคิดถึงแต่ของกินอยู่เสมอ
  • หลังทานอาหารจะต้องได้ทานของหวานทุกครั้ง
  • จะเติมน้ำตาลในอาหารคาวทุกครั้ง
  • ดื่มน้ำอัดลมมากกว่า 1 แก้วต่อวัน

สาเหตุของอาการติดหวาน

ติดหวาน

เกิดจากการรับประทานของหวานเข้าไปแล้วน้ำตาลไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขที่มีชื่อว่า โดพามีน จนเกิดการเสพติด ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับคนที่กำลังอยู่ในภาวะเครียดเรื้อรัง นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ ตามกลไกของร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลผิดปกติ ทำให้มีความอยากของหวานหรือของที่มีไขมันเพิ่มมากขึ้น แล้วยิ่งถ้าของหวานที่กินมีรสชาติที่ไม่มาก ไม่จัดก็จะยิ่งทำให้ไม่อิ่มสักที บางคนก็มีอาการติดหวานที่เกิดจากกรรมพันธุ์ บางคนที่ติดน้ำตาลพบว่ามียีนส์ที่ติดหวานมาจากบรรพบุรุษรวมถึงเรื่องการเลี้ยงดูของคนในบ้านด้วย

หากบ้านนั้นเป็นบ้านที่ไม่ค่อยมีวินัยในการกิน ก็ยากที่จะปลูกฝังให้เด็กเป็นคนรักสุขภาพ และสิ่งที่เราคุ้นเคยที่สุดนั้นคือ หากกินหวานเยอะเป็นโรคอะไรได้หลายอย่าง เราอาจจะกลายเป็นโรคเบาหวานได้ แต่จริง ๆ แล้วโรคเบาหวานไม่ได้เกิดจากการกินของหวานเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะแบ่งโรคเบาหวานแต่ละประเภท ดังนี้

  • เบาหวานประเภทที่ 1 เป็นส่วนน้อย มีประมาณร้อยละ 5 ของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานในประเทศไทย ประเภทนี้เกิดจากตับอ่อนในร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ จึงทำให้ต้องได้รับอินซูลินเป็นประจำ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดอินซูลิน และช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงจนเกินไป เพราะอาจหมดสติ และเสียชีวิตได้ มักพบในเด็กและวัยรุ่น
  • เบาหวานประเภทที่ 2 จัดได้ว่าแทบจะเยอะที่สุดในทุกประเภท เพราะมีถึงร้อยละ 95 ของคนที่เป็นโรคเบาหวาน ส่วนใหญ่มักจะเจอในกลุ่มคนที่มีอายุประมาณ 45 ปีขึ้นไป และร่างกายเกิดสภาวะการดื้ออินซูลิน ส่วนใหญ่เบาหวานประเภทนี้จะไม่แสดงอาการอย่างเฉียบพลัน แต่หากขาดการควบคุม ก็อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายอย่างมากได้
  • เบาหวานประเภทที่ 3 เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์
  • เบาหวานประเภทที่ 4 เป็นเบาหวานประเภทที่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ความผิดปกติของสารในพันธุกรรม, ยา, โรคทางตับอ่อน cystic fibrosis

สาเหตุของโรคเบาหวาน จึงมีมากกว่าการกินหวานมากๆ เช่น

  • กรรมพันธุ์
  • น้ำหนักเกิน อ้วน ขาดการออกกำลังกาย
  • อายุที่มากขึ้น เสี่ยงเบาหวานมากขึ้น
  • เป็นผู้ป่วยโรคของตับอ่อน เช่น ตับอ่อนอักเสบ หรือเคยได้รับการผ่าตัดตับอ่อน
  • การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น หัด หัดเยอรมัน คางทูม ซึ่งมีผลต่อการทำงานของตับอ่อน
  • การได้รับยาบางชนิด ทำให้มีการสร้างน้ำตาลมากขึ้นหรือการตอบสนองของอินซูลินได้ไม่ดี
  • การตั้งครรภ์ เนื่องจากมีการสร้างฮอร์โมนจากรกหลายชนิด ซึ่งมีผลยับยั้งการทำงานของอินซูลิน

ติดหวานเสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง

ติดหวาน

จะเห็นได้ว่าระดับคอเลสเตอรอลและน้ำตาล มีความเกี่ยวข้องกัน จากการศึกษาพบว่าโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุที่รับประทานน้ำตาลในปริมาณมากจะมีระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี และไขมันในปริมาณมาก เมื่อเทียบกับคนทั่วไป เพราะว่า การรับประทานน้ำตาลในปริมาณมาก ๆ จะทำให้ร่างกายกระตุ้นการทำงานของตับที่ผลิตคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีมากขึ้น แล้วยังจะไปทำให้การยับยั้งคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีน้อยลงด้วย สิ่งที่ตามมาคือ ความอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตับ ไต ฟันผุ ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกในหัวใจ โรคเกาต์ กรดยูริกในเลือดสูง


ติดหวานแก้ไขและป้องกันได้อย่างไร

ติดหวาน

  • ลดหวานแบบไม่เร่งรีบ ค่อยเป็นค่อยไป เป็นการลดปริมาณน้ำตาลลงทีละเล็กน้อย เช่น ลดปริมาณน้ำตาลในอาหารหรือเครื่องดื่มลงครึ่งหนึ่งจากปริมาณปกติ ซึ่งไม่แนะนำให้หยุดการรับประทานน้ำตาลเลยทันที เพราะอาจทำให้ร่างกายโหยหาน้ำตาลและเราไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ ทำให้กลับมารับประทานน้ำตาลและอาจรับประทานในปริมาณมากกว่าเดิมรวมทั้งยังส่งผลเสียตามมาอีก เช่น อาจทำให้เกิดอาการหน้ามืด เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราควรลดปริมาณน้ำตาลลงในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายคุ้นชินกับปริมาณน้ำตาล
  • ดื่มน้ำเปล่า แทนการดื่มน้ำหวาน การดื่มน้ำเปล่าน้อยเกินไปก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ร่างกายของเราขาดน้ำและยังอาจทำให้หิวบ่อย อาจเกิดอาการหิวแบบโหยหาของหวาน จึงเป็นสาเหตุในการเลือกรับประทานน้ำหวานแทนเพราะคิดว่าร่างกายต้องการน้ำตาล
  • รับประทานผักใบเขียว เพราะผักใบเขียวให้หลากหลายชนิด เช่น คะน้า กวางตุ้ง บล็อกเคอรี่ ผักบุ้ง เพราะเป็นอาหารที่มีแคลอรีต่ำ อีกทั้งยังมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยในการดูดซึมน้ำตาลช้าลงจึงช่วยให้ร่างกายดึงน้ำตาลไปใช้ได้ในปริมาณที่เหมาะสมและพอดี
  • รับประทานอาหารให้หลากหลายมากขึ้น อาหารที่ผู้สูงอายุควรกิน คือการรับประทานอาหารหลากหลายนอกจากจะได้รับสารอาหารที่ครบ 5 หมู่แล้วที่มีทั้งข้าว โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน โดยเฉพาะโปรตีนและไขมัน ที่จะช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่ ยังทำให้ร่างกายอิ่มนานมากยิ่งขึ้น แถมยังช่วยลดอาการอยากของหวาน ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี และทำให้รู้สึกอิ่มได้นาน มากกว่ากินข้าวหรือแป้งที่มีแต่คาร์โบไฮเดรต
  • ลดการเก็บตุนของหวาน หนึ่งในสาเหตุที่มีส่วนทำให้คุณติดของหวานนั่นคือ การที่คุณซื้อของหวานมาติดไว้ที่บ้านบ่อย ๆ การควบคุมของหวานที่ดีที่สุดคือการอ่านฉลากก่อนซื้อเพราะจะทำให้เรารู้ได้ว่าของแต่ละชิ้นนั้นมีน้ำตาลหรือความหวานเท่าไหร่
  • การหาอะไรทำเพื่อลืมของหวาน ถ้าเกิดว่าคุณเป็นคนคนหนึ่งที่ติดการกินหวานมาก ๆ ให้ลองหาอะไรทำ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ออกกำลังกาย เพราะเวลาที่เราหาอะไรทำหลังจากที่มีความรู้สึกอยากจะกินของหวาน ก็จะทำให้ลืมไปได้ว่าอยากกินของหวานอยู่ นอกจากนี้การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มฮอร์โมนเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นฮอร์โมนอารมณ์ดีแบบเดียวกันกับที่เราได้กินของหวานแล้ว

เรียกว่านํ้าตาลมีประโยชน์กับเราอยู่มาก ถ้าหากเราสามารถรับประทานน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันได้ แต่คนส่วนใหญ่มักทานน้ำตาลเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการโดยไม่รู้ตัว เพราะในเครื่องดื่มต่าง ๆ ใส่น้ำตาลเกินกำหนดที่ร่างกายต้องการไปมากถึง2-3เท่า จึงเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ ตามมา ถ้าเรารู้จักควบคุมและเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และไม่ลืมที่จะออกกำลังกายเราก็สามารถมีสุขภาพที่ดีแถมยังห่างไกลโรคได้


อ้างอิง          

ปัจจุบันนี้ผู้ป่วย โรคกรดไหลย้อน พบว่ามีสถิติสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นความผิดปกติกล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างกระเพาะอาหารและท่อทางเดินอาหาร ซึ่งโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าตนเองเป็นโรคกรดไหลย้อนหรือไม่ วันนี้เรามีลักษณะอาการ การดูแลรักษาโรคกรดไหลย้อนว่าต้องทำอย่างไรถึงจะหายและไม่กลับมาเป็นอีก


โรคกรดไหลย้อนเกิดจากอะไร และอาการเป็นอย่างไร 

โรคกรดไหลย้อน เกิดจากอะไร และอาการเป็นอย่างไร 

โรคกรดไหลย้อนเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (LES) ที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารทำงานผิดปกติ เช่น เกิดการอ่อนแอ เกิดการคลายตัว เป็นต้น จนทำให้ไม่สามารถป้องกันการย้อนกลับของอาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้อาหารที่อยู่ในกระเพาะเกิดการย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหาร

ซึ่งสิ่งที่ย้อนกลับขึ้นไปไม่ได้มีเพียงแค่อาหารที่กินเข้าไป น้ำย่อยนี้มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ ทำให้เยื่อบุหลอดอาหารเกิดอาการระคายเคืองหรือโรคกรดไหลย้อน โดยโรคกรดไหลย้อนจะมีอาการดังนี้

    1. แสบร้อนบริเวณหน้าอก พบได้บ่อยโดยเฉพาะช่วงหลังจากรับประทานอาหารมื้อหนัก
    2. เรอเปรี้ยว รสเปรี้ยวหรือรสขมนี้เป็นรสของน้ำย่อยที่มีฤทธิ์เป็นกรดนั้นเอง
    3. ท้องอืด แน่นท้อง หรือมีอาการ ท้องผูก ร่วมด้วย
    4. คลื่นไส้ อาเจียน ไม่สบายท้อง จึงต้องการเอาอาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารออกมา
    5. แน่นหน้าอก น้ำย่อยและอาหารเกิดการย้อนกลับขึ้นมาที่บริเวณหลอดอาหาร จึงเจ็บหน้าอกหรือจุกหน้าอก 
    6. หืดหอบ ไอแห้ง ๆ เสียงแหบ
    7. เจ็บคอเรื้อรัง

นี่เป็นลักษณะอาการของผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นในช่วงแรกจะมีความรุนแรงเล็กน้อย มีอาการช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วหายไป แต่ถ้าไม่ทำการรักษา ความรุนแรงของโรคกรดไหลย้อนก็จะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากมีอาการเหล่านี้ควรตรวจสอบและทำการรักษาทันที


วิธีแก้โรคกรดไหลย้อนเบื้องต้น 

วิธีแก้โรคกรดไหลย้อนเบื้องต้น 

การรักษาโรคกรดไหลย้อนทำได้ไม่ยาก ยิ่งถ้าอาการของโรคไม่รุนแรงก็จะยิ่งรักษาให้หายได้อย่างรวดเร็ว โดยการรักษาโรคกรดไหลย้อนเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมีวิธีการดังนี้

  1. แบ่งกินน้อย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินอาหารให้กินมื้อละน้อย ๆ แต่กินหลาย ๆ มื้อ
  2. ห้ามนอนหลังรับประทานอาหารเสร็จ ควรเว้นระยะอย่างน้อย 30- 40 นาที ถึงจะสามารถนอนได้หรือใช้การเอนหลังเพียงแค่ 30-40 องศาแทนการนอนราบกับพื้น บางรายก็เกิดอาการ นอนไม่หลับ แทน
  3. งดอาหารรสจัด ไม่ว่าจะมันจัด เผ็ดจัด และงดอาหารที่มีไขมันสูง
  4. อย่าเครียด ความเครียดเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารหลังจากที่รับประทานอาหารไปแล้ว ดังนั้นควรรู้จักวิธีผ่อนคลายความเครียด เพื่อลดการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหาร 

โรคกรดไหลย้อนดูแลรักษาอย่างไรได้บ้าง 

โรคกรดไหลย้อน ดูแลรักษาอย่างไรได้บ้าง 

หากปรับพฤติกรรมตามนี้อาการกรดไหลย้อนที่เป็นอยู่จะค่อย ๆ ดีขึ้น และหายได้เองตามลำดับ แต่สำหรับคนที่มีอาการกรดไหลย้อนขั้นรุนแรง การปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถหายได้ ดังนั้น จำเป็นต้องการได้การรักษาดังนี้

1. การรักษาด้วยยา

การรักษาโรคกรดไหลย้อนในช่วงแรก จะทำการรักษาด้วยการรับประทานยาก่อน โดยยาที่ใช้รักษาโรคจะแบ่งออกเป็นลำดับ ดังนี้

  • ยาลดกรด (Antacids) หรือยาลดการผลิตกรด (H2-BLOCKERS) เป็นยาใช้รักษาโรคกรดไหลย้อน โดยตัวยาจะเข้าไปทำปฏิกิริยาเกิดเป็นฟองหรือโฟมที่บริเวณด้านบนของกระเพาะอาหารช่วยป้องกันไม่ให้อาหารและน้ำย่อยย้อนขึ้นไปหลอดอาหาร ยานี้เหมาะกับโรคกรดไหลย้อนที่ไม่รุนแรงและบรรเทาอาการได้ในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ไม่สามารถรักษาโรคให้หายได้ 
  • ยาปั๊มกรดหรือยายับยั้งโปรตอนปั๊ม เป็นยารักษาโรคกรดไหลย้อนด้วยการเข้าไปยับยั้งการผลิตกรดที่บริเวณกระเพาะอาหาร โดยการเข้าไปจับตัวกับโปรตีนที่ใช้ในการสร้างกรดน้ำย่อย ทำให้กระเพาะอาหารไม่สามาถรผลิตน้ำย่อยออกมาได้ 
  • Prokinetics Agents คือ ยาที่อยู่ในกลุ่ม Prokinetic Agents ซึ่งยาชนิดนี้จะเข้าเป็นยาที่เพิ่มการบีบตัว (motility) หรือกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหูรูดที่กระเพาะอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถปิดได้สนิท ส่งผลให้อาหารและกรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารไม่สามารถไหลกลับขึ้นมาได้ 

2. การผ่าตัด

สำหรับคนที่ป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อนและรักษาด้วยยาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่สามารถควบคุมหรือรักษาโรคให้หายได้ หรือผู้ป่วยที่มีอาการแทรกซ้อนจากการกินยารุนแรง สามารถทำการรักษาโรคกรดไหลย้อนด้วยการผ่าตัด เพื่อตกแต่งกล้ามเนื้อหูรูดกระเพาะอาหารให้กระชับ


โรคกรดไหลย้อน ห้ามกินอะไร 

โรคกรดไหลย้อนห้ามกินอะไร 

เมื่อมีอาการโรคกรดไหลย้อนไม่สามารถกินอาหารได้ทุกอย่าง เนื่องจากกระเพาะอาหารและหลอดอาหารมีความผิดปกติ โดยอาหารต้องห้ามสำหรับคนเป็นโรคกรดไหลย้อนมีดังนี้

  1. อาหารรสจัด เช่น อาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด อาหารรสเผ็ดจัด เพราะอาหารรสจัดจะเข้าไปกระตุ้นการสร้างน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น 
  2. อาหารไขมันสูง เช่น อาหารทอด อาหารมัน  ไขมันสัตว์ ไขมันพืช เป็นต้น เพราะอาหารมันจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับน้ำย่อย ทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่นท้องได้
  3. อาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส เช่น น้ำอัดลม น้ำอัดลม ชา กาแฟ โซดา เครื่องดื่มชูกำลัง ถั่ว รวมถึงผักที่ทำให้เกิดแก๊สสูง เช่น หอมหัวใหญ่ดิบ กระเทียม พริก พริกไทย หอมแดง เปปเปอร์มินต์ และของหมักดอง เป็นต้น เพราะแก๊สที่เกิดจะส่งผลให้น้ำย่อยเกิดมากขึ้น

อาหารต้องห้ามสำหรับคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ส่วนมากจะเป็นอาหารที่มีความสุดโต่ง เช่น มันจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัดและอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร ดังนั้น สำหรับผู้สูงอายุ หรือคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารควรเลือกรับประทานอาหารรสอ่อน ๆ และรับประทานน้อย ๆ ในแต่ละมื้อ แต่เพิ่มมื้อระหว่างวัน เพื่อป้องกันลดปริมาณน้ำย่อยที่กระเพาะอาหารสร้างขึ้นให้น้อยลง


5 สมุนไพรบรรเทา โรคกรดไหลย้อน

5 สมุนไพรบรรเทาโรคกรดไหลย้อน

การรับประทานสมุนไพรสามารถบรรเทาและรักษาอาการของโรคกรดไหลย้อนมีอยู่หลายชนิด ดังนี้

  1. ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการช่วยขับลม ย่อยอาหารได้ดีมากขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยเคลือบผนังของกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร จึงช่วยลดอาหารแสบร้อนได้
  2. กล้วยดิบ ในกล้วยดิบจะมีสารแทนนินที่มีสรรพคุณช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร สมานบาดแผล และช่วยลดอักเสบได้
  3. ขิง เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยขับลม ลดกรดในกระเพาะอาหาร 
  4. ผลมะตูมอ่อน เป็นสมุนไพรมีสรรพคุณช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร สมานแผลในกระเพาะอาหาร
  5. ว่านหางจระเข้ เป็นอีกหนึ่งสมนไพรที่มีสรรพคุณช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร จึงช่วยลดกรดได้เป็นอย่างดี

สมุนไพรที่กล่าวมานี้เป็นสมุนไพรที่หารับประทานได้ง่าย ๆ แต่รับรองได้ว่าช่วยบรรเทาและรักษาอาการโรคกรดไหลย้อนเบื้องต้นได้ ทั้งนี้ ในผู้ป่วยสูงอายุหากจะทานสมุนไพร ควรระวังเรื่องโรคประจำตัวต่าง ๆ หรือควรพบแพทย์ เพื่อหาวิธีการรักษาที่เหมาะสม


อ้างอิง

วิธีดูแลผู้สูงอายุ อย่างถูกต้องและสุขภาพดีทั้งกายใจ

“ผู้สูงอายุ” เป็นวัยที่ลูกหลานต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องด้วยสภาพร่างกายที่เสื่อมสมรรถภาพไปตามกาลเวลา รวมไปถึงสภาวะจิตใจที่บอบบางอ่อนไหวได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ ทำให้คนในครอบครัวต้องคอยดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ดังนั้น หากเรามีความรู้และทักษะในการรับมือ และมี วิธีดูแลผู้สูงอายุ อย่างถูกวิธี ก็จะทำให้ผู้สูงอายุมีสภาพร่างกาย และจิตใจที่แจ่มใสเบิกบาน พร้อมอยู่กับคนในครอบครัวอย่างยืนนาน


เมื่อต้องดูแลผู้สูงอายุควรเตรียมตัวอย่างไร

วิธีดูแลผู้สูงอายุ

เมื่อต้องดูแลผู้สูงอายุ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงและเตรียมตัว นั่นคือ การศึกษาความรู้เพื่อให้มีความเข้าใจในผู้สูงอายุ ทั้งร่างกายและอารมณ์ที่ผู้ดูแลจะต้องรับมือ เนื่องด้วยสภาพอารมณ์ที่อาจจะมีการแปรปรวน หลงลืม หรือวิตกกังวล และสุขภาพร่างกายที่เสื่อมโทรม เพื่อที่เราจะได้รักษาได้ในเบื้องต้น

พร้อมกันนี้ผู้ดูแลก็จะต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สภาวะอารมณ์แจ่มใสละเว้นจากความเครียด ก็จะทำให้การดูแลผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนะนำ การดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกวิธี


วิธีดูแลผู้สูงอายุ ให้สุขภาพดีทั้งกายใจ

วิธีดูแลผู้สูงอายุ

1. สภาพแวดล้อมที่ดี

สำหรับสภาพแวดล้อมถือได้ว่าเป็นหนึ่งในวิธีดูแลผู้สูงอายุ และเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงเป็นอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยจะต้องปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดีสดชื่น ร่มรื่น เพราะนั่นจะทำให้ผู้สูงอายุมีความรู้สึกที่ผ่อนคลายมีคุณภาพชีวิตที่ดี

2. ควบคุมเรื่องอาหาร

ในเรื่องของอาหารการกิน เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญสำหรับดูแลผู้สูงอายุ ในการที่จะให้ผู้สูงอายุได้รับสารอาหารที่เพียงพอและครบถ้วน ถูกสุขอนามัยตามหลักโภชนาการ และเน้นอาหารที่ค่อนข้างย่อยง่าย ไขมันต่ำ

3. หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ

เรื่องของสุขภาพเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยด้วยเช่นกัน เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นกระดูก หรือกล้ามเนื้อ ก็จะทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมสมรรถภาพช้าลง รวมถึงระบบไหลเวียนต่าง ๆ ให้มีระบบหมุนเวียนที่คล่องตัวมากขึ้น โดยการออกกำลังกายอาจจะเป็นการเดิน การยืนแกว่งแขน บริหารกายภาพ อย่างน้อยวันละ 10 – 20 นาที จะทำให้สุขภาพร่างกายของผู้สูงอายุแข็งแรงมากขึ้น

4. ควบคุมน้ำหนักตัว

การควบคุมน้ำหนักตัว เป็นสิ่งที่ควรต้องพึงกระทำ เนื่องจากการที่ผู้สูงอายุมีน้ำหนักตัวมากจนเกินไป อาจเป็นการส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย และอาจก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา พร้อมกันนี้การควบคุมน้ำหนักจะช่วยลดในเรื่องของปัญหาข้อและกระดูกอีกด้วย

5. หากิจกรรมทำร่วมกัน

ในวัยของผู้สูงอายุในบางราย เกิดสภาวะอารมณ์แปรปรวน ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกเหมือนไม่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ซึ่งอาการนี้อาจทำให้สภาพจิตใจนั่นแย่ลง การหากิจกรรมทำร่วมกัน หมั่นหากิจกรรมที่มีประโยชน์ได้ทำร่วมกัน สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าเป็นคนสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว นอกจากนั้น ยังเป็นการผ่อนคลายความเครียดอีกด้วย

6. หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี

อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรละเลยในการดูแลผู้สูงอายุ นั่นก็คือ การพาไปตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคร้ายต่าง ๆ ที่อาจตามมา เพื่อที่จะได้รักษาอาการได้ทันถ่วงที พร้อมกับการวางแผนรักษาในระยะยาวต่อไป หากต้องพา ผู้สูงอายุตรวจสุขภาพ ควรเตรียมตัวอย่างไร?

7. สังเกตพฤติกรรมอารมณ์และร่างกายของผู้สูงอายุ

ลูกหลานหรือคนในครอบครัว ควรที่จะหมั่นสังเกตพฤติกรรมอารมณ์และร่างกายของผู้สูงอายุ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ เพื่อเช็กความผิดปกติไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกายหรืออารมณ์ เพื่อป้องกันเฝ้าระวังและหาวิธีรักษาได้ทันตั้งแต่เนิ่น ๆ 

8. ละเว้นสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ

การดูแลผู้สูงอายุในส่วนของการละเว้นสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือพฤติกรรมอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย ควรที่จะ งด ละ เลิก ทั้งหมด เพื่อป้องกันความเสื่อมสภาพของร่างกายที่จะตามมา


ข้อควรระวังในการดูแลผู้สูงอายุ

ข้อควรระวังในการดูแลผู้สูงอายุ

สำหรับวิธีการดูแลผู้สูงอายุ นอกจากคนในครอบครัวและลูกหลานจะดูแลเอาใจใส่แล้ว ยังมีเรื่องของข้อควรระวังในการดูแลผู้สูงอายุ ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน หากเราสามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ที่ทำให้ผู้สูงอายุก่อเกิดความเครียดได้ ก็จะทำให้การดูแลผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งทางกายและจิตใจ เป็นข้อควรระวังที่คนในครอบครัวควรปฏิบัติ

1. ระมัดระวังคำพูดที่กระทบจิตใจ

สิ่งข้อควรระวังอย่างแรก นั่นก็คือ คำพูดของลูกหลานที่มีต่อผู้สูงอายุ การที่จะพูดหรืออธิบายควรที่จะใช้คำพูดหรือการกระทำอย่างระมัดระวัง ไม่พูดจาที่กระแทกหรือใส่อารมณ์ เพราะวัยสูงอายุเป็นวัยที่สภาพจิตใจนั้นบอบบาง

2. ให้ความสำคัญ ไม่ละเลย

ลูกหลานต้องหมั่นเข้าไปถามไถ่พูดคุยกับผู้สูงอายุอยู่บ่อยครั้ง เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นหนึ่งในคนสำคัญของครอบครัว ในบางเรื่องอาจให้อำนาจในการตัดสินใจ รวมไปถึงการเห็นคุณค่าและเคารพนับถือ 

3. การใช้ยาที่ไม่เหมาะสม

ในส่วนของวิธีดูแลผู้สูงอายุ ในด้านของสิ่งที่ควรต้องระวัง นั่นก็คือ หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมต่อผู้สูงอายุบุคคลนั้น ๆ คนในครอบครัวควรที่จะมีความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาพื้นฐาน ว่าผู้สูงอายุสามารถทานได้หรือไม่ได้ เพราะหากขาดความรู้ความเข้าใจ อาจส่งผลเสียต่อสุขร่างกายของผู้สูงอายุได้

4.การเกิดอุบัติเหตุ

อีกหนึ่งข้อควรระวังในการดูแลผู้สูงอายุ คือ การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็น การหกล้ม หรือ พลัดตก ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นสิ่งที่ตามมา เนื่องจากการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ ที่ไม่มีความแข็งแรงเคลื่อนไหวตัวไม่สะดวก ดังนั้น การจัดบริเวณที่อยู่อาศัย จึงเป็นสิ่งที่สำคัญควรจะให้มีความเหมาะสม เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

 

สำหรับวิธีดูแลผู้สูงอายุ หากคนในครอบครัวมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ ย่อมจะส่งผลดีให้แก่ผู้สูงอายุที่เราเคารพรัก เพื่อผู้สูงอายุจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ร่าเริงแจ่มใส หากทุกคนช่วยกันหันมาดูแล ก็จะทำให้ผู้สูงอายุมีอายุที่ยืนยาว อยู่ในครอบครัวที่แสนอบอุ่นต่อไปได้


อ้างอิง

บิลเบอร์รี่บำรุงสายตา และประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจที่คุณควรรู้

บิลเบอร์รี่บำรุงสายตา เป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในซีกโลกเหนือ และพบมากในประเทศแถบยุโรป ผลมีสีน้ำเงินม่วงนิยมนำมารับประทานอย่างแพร่หลาย อย่างผลบิลเบอร์รี่สุกก็มาทำเป็นแยม ส่วนของใบและก้านก็นำมาอบแห้งเพื่อทำเป็นผงชาสำหรับดื่มเพื่อสุขภาพกัน และสกัดเป็นอาหารเสริมมานานหลายศตวรรษ เชื่อว่าการบริโภคบิลเบอร์รี่จะช่วยเพิ่มการมองเห็นในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาได้ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างมากมาย


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับบิลเบอร์รี่

บิลเบอร์รี่บำรุงสายตา

บิลเบอร์รี่ (Bilberry) เป็นผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ มีลักษณะคล้ายบลูเบอร์รี่แต่ขนาดเล็กกว่าและมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าบลูเบอร์รี่ถึง 4 เท่า ในประเทศไทยมักพบในรูปแบบของสารสกัดในอาหารเสริม บิลเบอร์รี่บำรุงสายตา

บิลเบอร์รี่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาอาการเกี่ยวกับตา การนอนหลับ อารมณ์ และปรับปรุงการทำงานของร่างกายให้ดีขึ้น เนื่องจากบิลเบอร์รี่มีสารฟลาโวนอยด์สูง ซึ่งมีสารประกอบหลายชนิดที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และมีแคโรทีนที่สำคัญในการรักษาสุขภาพ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ให้ดียิ่งขึ้น ลดการอักเสบของหลอดเลือด อันเป็นสาเหตุของ โรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ อย่างโรคหัวใจ โรคทางประสาทและสมอง ช่วยฟื้นฟูการสร้างคอลลาเจนให้ผิวอ่อนเยาว์ และช่วยบำรุงสายตาให้มองเห็นได้ดีมากขึ้น


คุณสมบัติสำคัญของบิลเบอร์รี่

จากผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์หลายประเทศจึงได้ค้นพบสารสำคัญในผลบิลเบอร์รี่ และกล่าวได้ว่า บิลเบอร์รี่บำรุงสายตา ได้ดีมาก เพราะมีสารสำคัญอย่างแอนโทไซยาโนไซด์ ซึ่งจัดอยู่ในสารประเภทฟลาโวนอยด์ มีประโยชน์ในการบำรุงสายตาและบำรุงจอตา ป้องกันโรคทางสายตาและอาการต่าง ๆ ทำให้มองเห็นในที่มืดได้ดีขึ้น ช่วยคลายความเหนื่อยล้าของดวงตา และช่วยในการไหลเวียนเลือดในเส้นเลือดฝอย

นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี อี และไบโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยปกป้อง และถนอมดวงตาไม่ให้โดนทำลาย เพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือด และยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ช่วยลดการเกิดโรค รวมถึงกระตุ้นให้ร่างกายสร้างกลูตาไธโอนเพิ่มขึ้นด้วย


สรรพคุณ และประโยชน์ต่อสุขภาพ

สรรพคุณ และประโยชน์ต่อสุขภาพ

สรรพคุณของบิลเบอร์รี่นั้นส่งผลกับดวงตาโดยตรง ซึ่งสารที่มีอยู่ในบิลเบอร์รี่ ประกอบด้วย

  1. แอนโธไซยาโนไซด์ (Anthocyanosides) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ประสาทตา สามารถจับกับผิวที่จอเรติน่าบนดวงตาได้ดี จึงทำให้มองเห็นภาพ และการมองเห็นในที่มืดดีขึ้น
  2. ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) เป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน มีส่วนช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้นเรียบเนียน และช่วยป้องกันโรคได้หลายชนิด
  3. แทนนิน (Tannins) มีฤทธิ์ในการสมานแผล และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด
  4. กลูโคควินิน (Glucoquinine) มีฤทธิ์กระตุ้นให้การทำงานของอินซูลินและควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดี เพราะช่วยเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาลในร่างกายให้เป็นพลังงาน

บิลเบอร์รี่บำรุงสายตา

บิลเบอร์รี่ นับเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณที่สำคัญกับดวงตามากมาย นอกจากจะช่วยในเรื่องการมองเห็นได้ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้ดวงตาทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยป้องกันเลนส์ตา ลดโอกาสในการเกิดโรคต้อกระจก ต้อหิน ตาเสื่อมได้อีกด้วย สารสกัดจากบิลเบอร์รี่ก็นำทำมาเป็นเครื่องดื่มสุขภาพ หรืออาหารเสริม เพื่อให้ทานได้ง่ายขึ้น และได้รับสารอาหารที่เพียงพอ

การศึกษาวิจัยถึงประโยชน์ของ บิลเบอร์รี่ บำรุงสายตา พบว่า การรับประทานบิลเบอร์รี่ ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ จะช่วยทำให้คลายความเมื่อยล้าของดวงตาเมื่อใช้สายตานาน ๆ เพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเลือดฝอยและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดฝอยที่ตา ทำให้ดวงตาได้รับสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงได้ดีขึ้น บรรเทาอาการตาแห้ง เนื่องจากผลบิลเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันอาการเสื่อม และลดความเสี่ยงของภาวะต้อกระจก มีสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดที่จะช่วยป้องกันสารพิษที่จะเข้าสู่ร่างกาย ช่วยชะลอความแก่ชรา และที่สำคัญคือช่วยป้องกันสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งได้

นอกจากนี้ในบิลเบอร์รี่ยังมีสารอาหารอื่น ๆ ที่ช่วยดูแลสุขภาพดวงตาและร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีน มีไฟเบอร์สูง ซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบย่อยอาหารแข็งแรง เป็นต้น บิลเบอร์รี่นั้นจึงเป็นผลไม้ที่ดีที่สุดในการรับประทาน เพื่อบำรุงและแก้ปัญหาของสายตา ที่เหนือว่าผลไม้ชนิดอื่น ๆ เลยก็ว่าได้


ผู้สูงอายุทาน บิลเบอร์รี่ บำรุงสายตา ได้หรือไม่?

ผู้สูงอายุทาน บิลเบอร์รี่ บำรุงสายตา ได้หรือไม่?

สารอาหารในบิลเบอร์รี่นั้นช่วยถนอมสายตาได้เป็นอย่างดี ทำให้ดวงตาแข็งแรงและมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม ช่วยในเรื่องการมองเห็น ทำให้สายตาดีขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน เพิ่มสีจอประสาททำให้สายตา สามารถทนต่อแสงได้ดีมากขึ้น ช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา สร้างความแข็งแรง ไม่ให้ดวงตาเสื่อมก่อนวัย และยังช่วยลดอาการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง บำรุงผิวพรรณได้ด้วย

บิลเบอร์รี่ เป็นราชาแห่งการบำรุงดวงตา เพราะมีสารอาหารที่จำเป็นและมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยดูแลและบำรุงสุขภาพของดวงตา ป้องกันภาวะสายตาเสื่อม ลดความเสี่ยงของโรคเกี่ยวกับดวงตาที่จะเกิดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นได้ด้วย จึงเหมาะสำหรับใครที่ต้องทำงานอยู่กับคอมพิวเตอร์ หรือต้องใช้สายตาเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจจะทำให้ดวงตาเกิดอาการเมื่อยล้าได้ รวมถึง การดูแลผู้สูงอายุ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาก็สามารถรับประทานได้ แต่ควรขอคำแนะนำจากแพทย์เสียก่อนด้วย


ข้อควรระวังในการรับประทาน

ข้อควรระวังในการรับประทาน

บิลเบอร์รี่ จึงนิยมนำมาสกัดทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือวิตามินที่ใช้ในการบำรุงสายตา มีทั้งในรูปแคปซูลและแบบน้ำ และจะเห็นผลดีที่สุดหากรับประทานร่วมกับวิตามินซี แม้ว่าสารสกัดจากบิลเบอร์รี่จะมีผลในการปกป้องและบำรุงสายตาได้จริง ก็อย่ารับประทานเกินปริมาณที่แนะนำ หรือทานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

ในผู้สูงอายุหรือคนที่มีโรคประจำตัวต่าง ๆ ห้ามรับประทานบิลเบอร์รี่ โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนเด็ดขาด หรือหากคุณกำลังใช้ยาต่อไปนี้ เช่น ยารักษาโรคเบาหวาน ยาที่ใช้ป้องกันลิ่มเลือด เพราะยาอื่น ๆ อาจทำปฏิกิริยากับบิลเบอร์รี่ และก่อให้เกิดอันตราย หรือผลข้างเคียงต่อร่างกายได้


ปัจจุบันบิลเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มักนิยมนำมาเป็นอาหารเสริม และได้รับความสนใจอย่างมากในการนำมาใช้รักษาบำรุงดูแลสุขภาพของดวงตาในผู้สูงอายุ หรือคนที่ต้องการถนอมดวงตาไม่ให้เสื่อมก่อนวัย แก้ปัญหาของสายตาที่เกิดจากการทำงาน ใช้สายตาเป็นเวลานาน การอ่านหนังสือ หรือเล่นโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการเลือกทานบิลเบอร์รี่นั้นในผู้สูงวัยหรือคนทานยาอื่น ๆ อยู่ก็ต้องมีการปรึกษาทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดอันตราย รวมถึงผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสายตาก็อย่าลืมปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำ หรือหาแนวทางการรักษาที่ดีที่สุดก่อน


อ้างอิง

โรคเบาหวานในผู้สูงอายุ ดูแลอย่างไรไม่ให้น้ำตาลขึ้น

สำหรับผู้สูงอายุ โรคภัยไข้เจ็บ ถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคประจำตัว โรคเรื้อรัง หรือ แม้กระทั่งอาการเจ็บป่วยที่เข้ามารบกวนการใช้ชีวิตในวัยสูงอายุอย่างไม่ขาดสาย แน่นอนเลยว่าการรับมือของแต่ละอาการก็แตกต่างกันไป แต่สำหรับโรคที่ค่อนข้างจะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเลยนั่นก็คือ “ โรคเบาหวานในผู้สูงอายุ ” เพราะว่าเมื่ออาการแทรกซ้อน จะค่อนข้างอันตราย

อีกทั้งภาวะ “น้ำตาลขึ้น” จะเป็นเรื่องที่ผู้ดูแลจะต้องเฝ้าระวังเป็นอย่างมาก เพราะนี่จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแตกต่างมากสำหรับผู้ป่วยที่อายุน้อย สำหรับวันนี้แน่นอนว่าพวกเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้มาพูดถึงกันในแบบฉบับที่เข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็น อาการของโรคนี้ในผู้สูงอายุ วิธีการดูแลรักษาผู้ป่วย รวมไปถึงการหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องคอลลาเจน และ วิธีการออกกำลังในแบบผู้สูงอายุด้วย ต้องบอกเลยว่ามีหลายวิธีให้กับผู้ป่วยได้เลือก นี่คืออีกหนึ่งช่องทางที่คุณจะต้องรู้เพื่อหาข้อมูลเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะมีรายละเอียดเป็นอย่างไร ติดตามพร้อมกันได้ในบทความนี้


อาการโรคเบาหวานในผู้สูงอายุ

โรคเบาหวานในผู้สูงอายุ

ความน่ากลัวของโรคเบาหวานในผู้สูงอายุนั้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่จะต้องเฝ้าระวังกันเป็นอย่างมาก ด้วยปัจจัยทางด้านการรับประทานอาหารที่สะสมน้ำตาลมาเป็นเวลานาน รวมทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ผ่านมา ไม่ได้สนใจเรื่องอาหาร สุขภาพ การออกกำลังกาย ทำให้โรคเบาหวานเป็นอีกหนึ่งโรคเรื้อรังที่ทุกคนก็เป็นกันได้ง่าย ๆ โดยอาการเริ่มแรกของโรคเบาหวานในผู้สูงอายุ จะสามารถสังเกตได้ดังต่อไปนี้

1. ระยะแรก ยังไม่เห็นอาการแน่ชัด

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ในระยะแรกนั้นมักจะยังไม่พบอาการ เพราะว่าระดับน้ำตาลในเลือดยังไม่สูงมาก อาการยังไม่เด่นแน่ชัด แต่มักจะมีอาการรับประทานเก่ง ขึ้น หิวบ่อย ปัสสาวะบ่อย ถ้าหากว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาเป็นเวลานาน น้ำหนักของตัวเองจะลดลงแบบเฉียบพลัน

2. ระยะมีภาวะแทรกซ้อน

สำหรับอาการของผู้ป่วยเบาหวาน ในผู้สูงอายุ ในแบบที่มีโรคอื่นแทรกซ้อนด้วย จะค่อนข้างอันตราย เพราะว่าอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเป็นประจำ เช่น ตามัว ชาปลายมือ ปลายเท้า รวมทั้งเกิดโรคต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง  ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ทุกเวลา เพราะเกี่ยวข้องกับหัวใจ และ สมอง 

3. อาการเฉียบพลัน

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานในผู้สูงอายุ มักจะพบอาการเฉียบพลัน ตัวอย่างเช่น อาการอ่อนเพลียมากกว่าปกติ หายใจหอบ มีความรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไป  มีอาการซึม หมดสติ โดยทั้งหมดที่กล่าวมา คืออาการของน้ำตาลสูงเฉียบพลันนั่นเอง ซึ่งในผู้สูงอายุมักพบบ่อยในกรณีที่ร่างกายได้รับน้ำตาลเกินกว่าที่กำหนด 


ผลกระทบของโรคเบาหวาน

สำหรับหัวข้อนี้จะขอพูดถึง เรื่องผลกระทบของโรคเบาหวาน ในผู้สูงอายุ ด้วยตัวของโรคเบาหวานนั้น จะเป็น โรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ รวมทั้งพบมากถึงร้อยละ 20 ในจำนวนคนไทย ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งสาเหตุที่ผู้สูงอายุมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่าคนที่อายุยังน้อยก็เพราะว่า เมื่ออายุมากขึ้น การเสื่อมของตับอ่อนที่ทำหน้าที่ในการผลิต ฮอร์โมนอินสุลิน ที่ใช้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้การที่อายุมากขึ้น ยังอาจทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินสุลินด้วย 

โดยโรคเบาหวานในผู้สูงอายุ จะส่งผลกระทบทั้งแบบเฉียบพลัน กรณีระดับน้ำตาลในเลือดสูงโดยที่คุณไม่รู้ตัว ส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ส่วนอีกหนึ่งกรณีก็คือ ผลกระทบเรื้อรัง จะพบได้ในผู้ป่วยที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี เป็นระยะเวลานาน ทำให้มีผลกระทบโดยตรงต่อ หลอดเลือดหัวใจ ไต ดวงตา ซึ่งจะพบได้บ่อยว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานเสี่ยงมากในกรณีที่เป็นแผล เพราะหายยาก บางรายถึงขั้นต้องยอมเสียอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต แน่นอนเลยว่าด้วยอาการ และ สาเหตุทั้งหมด ผู้สูงอายุจำเป็นมากที่จะต้องมีวิธีดูแล รวมทั้งแผนการรักษาอย่างถูกต้อง ถูกวิธี 


วิธีดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน 

โรคเบาหวานในผู้สูงอายุ

การดูแลสุขภาพของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ค่อนข้างเป็นเรื่องที่เข้าใจยากสำหรับผู้สูงอายุ ที่จะต้องเจ็บป่วย เพราะบางคนก็ดื้อไม่ยอมทำการรักษา หรือ ทำตามในขั้นตอนวิธีการรักษาที่ถูกต้อง สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อเกิดกับผู้สูงอายุ เป็นเรื่องที่จะต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก ทั้งตัวของผู้ป่วยเอง รวมทั้งผู้ที่ทำการดูแลด้วย ซึ่งจะต้องมีวิธีการดูแล เป็นขั้นตอน และ เรื่องที่ผู้ป่วยต้องพึงระวัง มีดังต่อไปนี้ 

1. วางแผนการรักษา 

ขั้นตอนแรก เมื่อทราบว่าเป็นโรคเบาหวาน หรือ มีภาวะที่จะต้องเกี่ยวข้องกับโรคนี้ จะต้องวางแผนการรักษาเลยว่าคุณเองป่วยอยู่ในระดับไหน ซึ่งเรื่องนี้ทั้งผู้ดูแล ญาติ รวมทั้งผู้ป่วย จะต้องร่วมกันวางแผนการรักษาร่วมกัน ตัวอย่างเช่น การเลือกโรงพยาบาลที่จะทำการรักษา อีกทั้งข้อมูลของโรคเบาหวานที่ทุกคนในครอบครัวจะต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจ ทั้งเรื่องของค่าน้ำตาลสะสม ซึ่งจะต้องช่วยกันควบคุมดูแลอย่างเคร่งครัด

2. รับประทานอาหาร

การรับประทานอาหาร เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ยิ่งเกิดในภาวะของผู้สูงอายุ ย่อมที่จะต้องเคร่งครัดในเรื่องเกี่ยวกับอาหารให้มากด้วยเช่นเดียวกัน ควรงดของหวานที่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง เพราะว่าจะเกิดผลกระทบต่อหัวใจ หลอดเลือด และ สมอง ยิ่งไปกว่านั้นอาหารบางชนิด ยังไปกระตุ้นให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น โรคประจำตัว หรือ โรคเรื้อรังที่เป็นอยู่ด้วยเช่นกัน 

3. ป้องกันไม่ให้ภาวะน้ำตาลต่ำ

สำหรับภาวะน้ำตาลต่ำ ต้องทำความเข้าก่อนว่า ผู้ป่วยเบาหวานจะต้องรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ ไม่ให้สูงเกินไป หรือ ต่ำเกินไป แต่ในภาวะนี้อาจจะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนอย่างเฉียบพลัน ซึ่งเป็นอันตรายต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก ซึ่งภาวะน้ำตาลต่ำ เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดน้อยกว่า 70 มิลลิกรัม / เดซิลิตร 

4. ควบคุมโรคอื่นให้ดี

สำหรับวิธีการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ในวัยสูงอายุนั้น จะต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีแล้ว ต้องควบคุมโรคอื่นที่เป็นให้ดีด้วย ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยบางรายเป็นความดันโลหิตสูงด้วย เป็นโรคไขมันสูงด้วย ก็จะต้องควบคุมไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งจุดที่แย่ที่สุดอาจจะทำให้หัวใจวาย หรือ หลอดเลือดในสมองแตกได้นั่นเอง 

ดังนั้น วิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานในผู้สูงอายุ เป็นเรื่องที่ครอบครัว คนรอบข้าง จะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะนี้ให้ได้ถ่องแท้ เพราะว่าเป็นโรคที่แตกต่างกับผู้ป่วยอายุน้อย ซึ่งการติดตามผล การดูแลอย่างใกล้ชิด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เลี่ยงอาหารรสหวาน เลือกอาหารที่มีกากใย ไขมันต่อ มีการออกกำลังกาย พร้อมทั้ง รับประทานอาหารเสริม อยู่เสมอ ลดความเครียด รวมทั้งสิ่งที่ทำร้ายร่างกายต่าง ๆ โดยเรื่องเหล่านี้ถ้าหากว่าปฏิบัติอย่างต่อเนื่องก็จะสามารถช่วยลดอาการต่าง ๆ ที่กล่าวมาได้ อีกทั้งคุณภาพชีวิตที่จะดีขึ้นตามมาด้วย ซึ่งในผู้ป่วยเบาหวาน อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจก็คือ “คอลลาเจน” เป็นสารสกัดที่จะช่วย ลดน้ำตาลในเลือดได้ 


คอลลาเจนช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้จริงหรือไม่

โรคเบาหวานในผู้สูงอายุ

เป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัย เพราะว่าโฆษณาของทาง อาหารเสริมอย่างคอลลาเจน ได้มีการพูดถึงเรื่อง ลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งแน่นอนเลยว่าเมื่อได้ยินแบบนี้ ผู้ป่วยเบาหวานก็พอที่จะมีช่องทางในการควบคุมระดับน้ำตาลในแบบฉบับของตัวเอง แน่นอนเลยว่ายังได้รับการเสริมสร้างคอลลาเจนภายในร่างกายด้วย สำหรับหัวข้อต่อไปนี้จะขอพูดถึงเรื่องราวของ “คอลลาเจน” กับ “ผู้ป่วยเบาหวาน” ที่สามารถช่วยได้ แล้วยังมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิดด้วย


คอลลาเจน ทานเสริมได้ ช่วยได้เยอะ

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เรื่องรับประทานอาหารจะค่อนข้างที่ต้องเคร่งครัดเป็นอย่างมาซึ่งอาจจะทำให้เป็นกังวลเกี่ยวกับ การขาดสารอาหาร หรือ ได้รับวิตามินไม่เพียงพอต่อวัน อย่างไรก็ตามเราต้องขอพูดถึงก่อนเลยว่า คอลลาเจน กับ โรคเบาหวานนั้น เกี่ยวข้องกันได้ เพราะผู้ป่วยเบาหวาน จะมีจำนวนคอลลาเจนที่ลดลง เพราะว่าผิวหนังจะมีรอยช้ำได้ง่าย อีกทั้งเมื่อเป็นแผล ก็จะหายช้า นี่ก็คือเหตุผลที่ผู้ป่วยเบาหวาน จะย่อยสลายคอลลาเจนที่เกิดขึ้น รวมทั้งมีอยู่ภายในร่างกายได้เร็วกว่าผู้ที่ไม่มีภาวะเบาหวานในวัยเดียวกัน 

อีกหนึ่งอาการที่ผู้ป่วยเบาหวานจะแสดงออกมาทางผิวหนัง นั่นก็คือ ผิวหนังของผู้ป่วยเบาหวาน จะแตกง่าย เกิดการลอกเป็นขุย แห้ง กลายเป็นแผลได้ง่าย หรือมี อาการท้องผูก โดยจะนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ดีด้วย ดังนั้น นี่แหละจึงเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยเบาหวาน จำเป็นมากที่จะต้องเสริมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายอย่างเร่งด่วน


ผู้ป่วยเบาหวาน เลือกทานคอลลาเจนอย่างไร ? 

ความปลอดภัยของการรับประทานคอลลาเจน ถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยเบาหวาน มั่นใจว่า คอลลาเจนสามารถรับประทานได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย แต่สิ่งที่จะต้องระวังในตัวของอาหารเสริมอย่างคอลลาเจนนั้น ต้องระวังระดับน้ำตาลที่อาจจะมีมากเกินไป จนทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ มากกว่าการช่วยเสริมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกาย 

สำหรับอาหารเสริมประเภทอื่น มักจะมีส่วนผสมของสารสกัดอื่น ๆ ผสมอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น วิตามินซี สารสกัดจากผลไม้ พร้อมทั้งปรุงแต่งน้ำตาล เพื่อเพิ่มรสชาติที่อร่อย ทานง่าย ซึ่งถ้าหากว่าผู้ป่วยไม่ได้ระวังเรื่องนี้ก็ค่อนข้างที่จะเป็นอันตรายทั้งระยะสั้น และระยะยาวได้เช่นเดียวกัน 


คอลลาเจน มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวาน

สำหรับคอลลาเจน จะทำหน้าที่เป็นเหมือนกาว ที่จะเข้าไปซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่สึกหรอไป อีกทั้งส่วนของข้อต่อ กล้ามเนื้อ ผิวหนัง ทำงานได้อย่างเป็นปกติ เมื่อผู้ป่วยเบาหวาน รับประทานคอลลาเจนเข้าไปแล้วนั้น ก็จะช่วยซ่อมแซมผิวหนัง แผลเป็น พร้อมทั้งรอยเหี่ยวแห้งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ด้วยคอลลาเจน จัดเป็นโปรตีนที่สำคัญชนิดหนึ่งต่อร่างกาย ดังนั้นในผู้ป่วยเบาหวานแล้ว คอลลาเจน ก็ถือได้ว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อร่างกาย 

เหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา ทุกอย่างของคอลลาเจน จะเกี่ยวกับการทำงานของร่างกายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ซ่อมแซม เสริมสร้าง หรือ ช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานลดระดับน้ำตาลในเลือด ดังนั้นจึงเป็นอาหารเสริมอีกหนึ่งประเภท ที่ผู้ป่วยเบาหวานทานได้ ปลอดภัย แต่ก็มีข้อควรระวังเล็กน้อยที่ผู้ป่วยเองจะต้องเฝ้าระวัง เพราะบางแบรนด์ก็จะมีส่วนผสมของน้ำตาลด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุ หรือ ผู้ป่วยทุกคน ก็จะต้องมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายนั้นทำงานได้เป็นปกติ พร้อมกับสุขภาพดีอย่างยั่งยืน


วิธีออกกำลังกายในผู้สูงอายุแบบง่ายๆ

อีกหนึ่งกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ ที่ไม่จำเป็นเลยว่าจะต้องป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ นั่นก็คือ “การออกกำลังกาย” ซึ่งการออกกำลังกายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติได้ทุกเพศ ทุกช่วงอายุ ส่วนความหนักเบา ก็จะขึ้นอยู่กับช่วงวัยของแต่ละคนนั่นเอง

สำหรับวัยรุ่นก็อาจจะมีกิจกรรมการออกกำลังกายที่มีขั้นตอน ความหนัก ความเบาได้ทุกรูปแบบ เพราะร่างกายยังคงแข็งแรง แต่สำหรับผู้สูงอายุแล้ว จะให้ไปเล่นกีฬา หรือ ออกกำลังกายแบบหนัก ๆ ก็คงไม่ไหว วันนี้พวกเราจึงได้รวบรวม 7 ท่า การออกกำลังกายแสนง่าย สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถทำง่าย เป็นการออกกำลังกายเบา ๆ ที่ขอแนะนำเลยว่า จะได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายเป็นอย่างมาก โดยจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


7 ท่า การออกกำลังกายแสนง่าย สำหรับผู้สูงอายุ

โรคเบาหวานในผู้สูงอายุ

1. วาดมือขึ้น เท้าแตะข้าง

เริ่มต้นกันด้วยท่าที่ได้ประโยชน์เยอะ ทำง่าย เหมาะกับผู้สูงอายุ ยิ่งไปกว่านั้นใครที่เข่าไม่ดี น้ำหนักตัวเยอะ ก็สามารถที่จะออกกำลังกายท่านี้ผู้สูงอายุ สามารถทำได้ไม่ยาก โดยแขนทั้ง  2 ข้าง ขึ้นด้านบน แล้วแตะกันที่ระหว่างศีรษะ พร้อมกับยกขาออกไปแตะด้านข้าง ทำสลับกันซ้าย กับ ขวา ท่านี้จะช่วยบริหารแขน พร้อมกับ ขา สำหรับท่านี้จะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า เพราะได้ขยับตัวในจังหวะที่เร็วขึ้นนั่นเอง 

วิธีการทำท่านี้

อันดับแรกจะต้องยืนให้ตรง กางขาออกเล็กน้อย จากนั้นก็ออกแรงยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ในช่วงระหว่างยกมือขึ้นให้เตะขาซ้ายออกไปด้านข้าง ในส่วนของปลายเท้าแตะพื้น พร้อมกับลดมือลง พร้อมกับดึงขากลับมาสู่ท่าเริ่มต้น จากนั้นก็สลับข้างกันไปตามต้องการ 


2. ท่าย่ำเท้าอยู่กับที่ 

สำหรับท่านี้ สามารถทำได้ง่าย ๆ สำหรับผู้สูงอายุ เป็นการทำท่าเต้นออกกำลังกายเบา ๆ ในทุกวัน ซึ่งใช้เป็นท่าเริ่มต้น หรือ ท่าคูลดาวน์ อบอุ่นร่างกายให้พร้อมสำหรับการเต้นออกกำลังกายในท่าต่อไปก็ทำได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ท่านี้ยังช่วยให้กล้ามเนื้อขาได้ออกแรง ดีต่อข้อเข่าของผู้สูงอายุ เพราะว่าไม่มีแรงกระแทกที่ลงไปทางข้อเข่า

วิธีการทำท่านี้

สำหรับท่านี้ทำง่ายมาก เพียงยืนตรง ยกมือแล้วเท้าเอวไว้ ต่อมาย่ำเท้าสลับซ้าย-ขวา ต่อเนื่องกันไปประมาณ 1-2 นาที 


3. หุบศอก กางศอก

ท่าที่ 3 ขอแนะนำการออกกำลังกายเบา ๆ ที่จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อในส่วนบน ที่ง่ายมาก เป็นท่ากางศอก หุบ ศอก ที่เหมาะกับการออกกำลังกายทุกวัน ช่วยในส่วนของไหล่ แขน กล้ามเนื้อยืดหยุ่นขึ้น จะช่วยลดอาการปวดเมื่อยของผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้ทุกวัน ทุกช่วงกิจกรรมของการออกกำลังกาย 

วิธีการทำท่านี้

เริ่มต้นด้วยการยืนตรง จากนั้นให้ยกแขนตั้งฉากกับลำตัว ตั้งข้อศอกงอ จากนั้นก็หุบศอกเข้าหากัน รวมทั้งกางออก ค่อย ๆ ทำอย่างช้า ๆ ตามเพลง หรือ ตามที่ต้อการ


4. ท่าโบกแท็กซี่ 

สำหรับท่านี้เป็นท่าที่เพิ่มความกระฉับกระเฉง ให้กับผู้สูงอายุ เป็นท่าที่น่าสนใจมาก เพราะช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย มีความยืดหยุ่นได้ดีขึ้นด้วย นับได้ว่าเป็นข้อดี เพราะช่วยให้ผู้สูงอายุไม่เครียดไปกับการทำกิจกรรมออกกำลังกายด้วย 

วิธีการทำท่านี้

เริ่มต้นด้วยการยกมือขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นก็โบกไปมาตามจังหวะของเพลง ซึ่งสามารถโบกตามความสนุกสนาน หรือ ตามที่ต้องการของผู้ออกกำลังกายได้เลย


5. เท้าเอว หมุนไหล่

ต่อมาขอแนะนำท่านี้ ถือได้ว่าเป็นท่าหมุนเอวไหล่ ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุ ได้ผลลัพธ์ที่ดี เพราะว่าได้ออกกำลังกายส่วนของต้นแขน ไหล่ ซึ่งจะช่วยให้ข้อต่อของผู้สูงอายุ ยืดหยุ่น ลดความตึงเครียด รวมทั้งความปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดีด้วย 

วิธีการทำท่านี้

ให้เริ่มต้นด้วยท่ายืนตรง แล้วแยกขาออก ใช้มือทั้งสองข้าง พร้อมกับ หมุนไหล่ไปทางด้านหน้าเบา ๆ จากนั้นก็หมุนกลับไปด้านหลัง ท่านี้จะช่วยบริหารส่วนหัวไหล่ คลายปวดเมื่อย เหมาะมากสำหรับผู้สูงอายุ 


6. ท่าแกว่งแขน 

ท่าพื้นฐานที่ทุกคนรู้จักดี ท่าแกว่งแขวน เป็นท่าที่ผู้สูงอายุทำง่าย เป็นท่าสำหรับการออกกำลังกายเบา ๆ เป็นการเปิดจุดให้เลือดลมไหลเวียนดี เคล็ดลับของท่านี้คือจะต้องทำเบา ๆ ในช่วงเริ่มต้น แล้วค่อยเพิ่มไปแรงได้ เป็นท่าสบาย ๆ กับ กิจกรรมวันเบา ๆ 


7. บริหารลำตัว

สำหรับท่านี้ จะช่วยให้ร่างกายมีการบริหารแขน หลัง ไหล่ รวมทั้งช่วงลำตัวด้วย ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุมีความพร้อมสำหรับการทำกิจกรรมมากขึ้น ช่วยให้เดินเหินสะดวก รู้สึกสดชื่น

วิธีการทำท่านี้

ให้เริ่มต้นด้วยการยืนตรง ยกมือเท้าเอว จากนั้นก็บิดลำตัวไปทางซ้ายช้า ๆ ก่อนที่จะบิดกลับมาทางขวา ทำแบบนี้สลับกันไป เซ็ตละ 15 ครั้ง 


สำหรับการออกกำลังกายของผู้สูงอายุ จำเป็นมากที่ต้องใช้ท่าที่ทำง่าย สะดวก ไม่หนักจนเกินไป เพราะว่าผู้สูงอายุ ไม่ได้กล้ามเนื้อที่แข็งแรงเหมือนวัยรุ่น หรือวัยเด็ก ดังนั้น การเลือกท่าออกกำลังกายที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพได้มากขึ้น

จุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพ คือ การหันมาใส่ใจตัวเองให้มากขึ้น จะต้องมีการตรวจสอบตนเองเกี่ยวกับอาการเจ็บปวด ใส่ใจในการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งเช่นเดียวกัน โรคเบาหวาน ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโรคเรื้อรัง ที่ทั้งผู้หญิง หรือ ผู้ชาย ทุกช่วงวัย สามารถเป็นได้ แต่ที่ค่อนข้างอันตรายก็คือในวัยผู้สูงอายุ เพราะโรคแทรกซ้อนเพียงช่วงเวลาเดียวก็สามารถทำให้ มีอันตรายถึงชีวิตได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้นแล้ว การสังเกตอาการของโรค การทำความเข้าใจกับโรคเบาหวานกับผู้สูงอายุ การมองหาทางเลือกเสริมอย่างคอลลาเจน ที่ช่วยให้อาการเบาหวาน หรือ ลดน้ำตาลในเลือดได้ อีกทั้งการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุ มีร่างกายที่แข็งแรง ลดความเครียด ลดซึมเศร้า เชื่อเลยว่าข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้จะเป็นเรื่องราวสาระดี ๆ ให้กับคนที่กำลังหาทางออกเกี่ยวกับ โรคเบาหวานในผู้สูงอายุ นั่นเอง


อ้างอิง

น้ำมันปลาผู้สูงอายุ กินอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์

เมื่ออายุมากขึ้น การถดถอยของร่างกายก็ตามมา ตามวัย ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ก็เริ่มที่จะถามหาตามมา ไม่ว่าจะเป็น อาการเจ็บป่วยทั่วไป ปวดเมื่อตามร่างกาย หรือ โรคเรื้อรังที่เริ่มจะมีสัญญาณบอกแล้วว่าร่างกายเริ่มที่จะแย่ลงเรื่อย ๆ แต่ในปัจจุบันยังมีวิธีที่ช่วยชะลอความแก่อย่างสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย โดยที่เห็นชัดง่าย ๆ ก็คือ คอลลาเจน หรือ ดีท็อกซ์ล้างสารพิษ รวมไปถึงอาหารเสริมต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ในการดูแลร่างกายไปอีกหนึ่งทาง แต่ทว่าวันนี้พวกเราจะขอพูดถึงอีกหนึ่งอาหารเสริมอย่าง “น้ำมันปลา” ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ร่างกายบรรเทาอาการอักเสบ รวมทั้ง ช่วยให้ร่างกายดีขึ้น โดยสามารถตอบโจทย์ได้ทุกเพศ ทุกวัย เพราะประโยชน์ของน้ำมันปลานั้นมีมากกว่าที่คิด วันนี้พวกเราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ น้ำมันปลาผู้สูงอายุ ให้มากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งประโยชน์ที่แท้จริง อีกทั้งคำตอบสำหรับผู้สูงอายุว่าจะกินอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงข้อที่ควรรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร ติดตามอ่านกันได้ในบทความนี้ 


น้ำมันปลาคืออะไร

น้ำมันปลาผู้สูงอายุ

ถ้าจะพูดถึงเรื่องราวของน้ำมันปลา ก็คงพูดถึงจุดเด่นได้ว่า มีสรรพคุณมากมาย ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ รวมทั้งช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งนี่เป็นจุดเด่น แต่ที่จริงแล้วยังมีประโยชน์อีกมากมายโดยที่คุณเองอาจจะคาดไม่ถึงด้วยซ้ำ

ก่อนอื่นเลยต้องขอพาทุกท่านไปรู้จัก น้ำมันปลา กันก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งเจ้าสารสกัดชนิดนี้นั้น จะเป็นน้ำมันที่ได้จากกระบวนการสกัดเอาน้ำมันออกมาจากส่วนต่าง ๆ ของปลา ตัวอย่างเช่น เนื้อปลา หัวปลา หางปลา รวมทั้ง หนังของปลา ซึ่งปลาทะเลที่นำมาสกัดนั้นจะเป็นปลาที่อยู่ในทะเลน้ำลึกเขตหนาวเย็น โดยจะมีกรดไขมัน Omega-3  มากกว่าปลาน้ำจืด ตัวอย่างเช่น ปลาแองโชวี่ กับ ปลาแมคเคอเรล รวมไปถึงปลาทูน่า ที่อยู่ในกลุ่มที่มี โอเมก้า 3 สูงถึง 1-4 กรัม ต่อเนื้อปลา 100 กรัม 

สำหรับ “โอเมก้า 3” นั้นจะประกอบไปด้วยกรดไขมันสำคัญ นั่นก็คือ EPA กับ DHA โดยจากการวิจัยทางการแพทย์นั้น จะพบว่า น้ำมันปลาจะมีประโยชน์หลายด้านต่อร่างกาย


Omega-3 ดีต่อร่างกายอย่างไร 

โอเมก้า 3 นั้น จะมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของสมอง รวมไปถึงการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนรู้ เรตินาการมองเห็น รวมทั้งตับ กับ การทำงานในส่วนอื่นของร่างกาย โดยเฉพาะโภชนาการกับสุขภาพของคน ตัวอย่างเช่น ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล กับ ไตรเอธิลกลีเซอรอล ในพลาสมา ควบคุมระดับไลโปโปรตีน

โดยจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ กับ หน้าที่ของเกล็ดเลือด จึงเป็นแนวโน้มที่ก่อให้เกิดผลดีในการลดอันตรายของโรคทางเดินหายใจ รวมทั้งโรคไขมันในเส้นเลือด โรคหัวใจ รวมไปถึงโรคซึมเศร้าด้วย โดยกรดไขมันชนิดนี้มีประโยชน์มากซ่อนอยู่ในน้ำมันปลานั่นเอง


ประโยชน์และสรรพคุณของน้ำมันปลา

น้ำมันปลาผู้สูงอายุ

น้ำมันปลา จะมีกรดไขมันอย่าง โอเมก้า 3 ซึ่งแน่นอนว่ามีประโยชน์ที่หลากหลาย ดังนั้นแล้วจะสรุปประโยชน์ของน้ำมันปลาที่มีต่อการบำรุงร่างกายได้ ดังต่อไปนี้ 

  • บำรุงสายตา 
  • บำรุงผิวหนัง
  • บำรุงกระดูก 
  • ลดการสะสมไขมันในตับ
  • บรรเทาอาการของโรคซึมเศร้า
  • บรรเทาอาการของโรคสมาธิสั้นในเด็ก
  • ช่วยเสริมสร้างสุขภาพครรภ์ สำหรับหญิงตั้งครรภ์ 
  • น้ำมันปลาให้วิตามิน เอ และ วิตามินดี ซึ่งมาจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์ กับ ผักต่าง ๆ ที่ขาดแคลนไปจากการไม่ได้ทานผัก หรือ เนื้อสัตว์ 

ด้วยประโยชน์ที่หลากหลาย ทำให้น้ำมันปลา มีสรรคุณในการรักษา พร้อมกับ บรรเทาโรคภัยไข้เจ็บได้มากมาย


สรรพคุณของน้ำมันปลา 

สรรพคุณของน้ำมันปลานั้น มีหลากหลายด้านด้วยกัน โดยจะช่วยบรรเท่าโรคร้ายแรง ไปจนถึงโรคเรื้อรัง ซึ่งมีรายการสรรพคุณที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

  • บรรเทาอาหารไขข้ออักเสบ หรือรูมาตอยด์ จะช่วยลดอาการปวดข้อเข่า ข้ออักเสบ ข้อเข่าเสื่อม หรือในผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาการปวดข้อ น้ำมันปลาก็จะสามารถช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้ 
  • ประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือด จะช่วยป้องกันอาการโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว 
  • ประโยชน์ต่อระบบความดันโลหิต จะช่วยลดในเรื่องของความดันโลหิตสูง
  • ประโยชน์ต่อระบบหัวใจ จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจวายเฉียบพลัน
  • ช่วยลดระดับ คอเลสเตอรอลในเลือด 
  • ประโยชน์ต่อระบบประสาท และสมอง จะช่วยเพิ่มความจำไม่ให้ขี้ลืม ซึ่งในส่วนนี้เห็นผลว่าช่วยบำรุงสมองได้ดีขึ้น 

ประโยชน์ของน้ำมันปลา นั้นสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน วัยผู้ใหญ่ รวมไปถึงวัยผู้สูงอายุ ที่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำมันปลา เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้เช่นเดียวกัน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการรับประทานด้วย


ผู้สูงอายุกินอย่างไรให้ได้ประโยชน์

น้ำมันปลาผู้สูงอายุ

สำหรับผู้สูงอายุ หรือ ผู้สูงวัยนั้น จะถูกพบว่า มีปัญหากับ ความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะขาดสารอาหาร เนื่องจากว่ามีหลายปัจจัยเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะดังกล่าว ตัวอย่างเช่น การเบื่ออาหาร หรือ เกิดปัญหาเกี่ยวกับการไม่อยากเคี้ยวอาหารเพราะฟันไม่แข็งแรง หรือ ลิ้นที่รับรสชาติไม่ได้ดีเหมือนเคย จึงรู้สึกว่าทานอะไรก็ไม่มีความอร่อย รวมไปถึงฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ความอยากทานอาหารลดลง

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน ถ้าหากว่าละเลยการดูแลในส่วนนี้ ก็ส่งผลให้เกิดภาวะขาดสารอาหารได้ อีกทั้งเป็นปัจจัยก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ และโรคประจำตัวอาจจะกำเริบขึ้นมาได้ทุกเวลาด้วย 


น้ำมันปลาผู้สูงอายุ กินแล้วมีประโยชน์

สำหรับ “น้ำมันปลา” ถือได้ว่าเป็นสารอาหารที่สำคัญจากธรรมชาติ เป็นแหล่งอาหารที่เต็มไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 มีส่วนช่วยในการทำงานของสมอง การรับรู้ รวมทั้งความจำด้วย อีกทั้งยังสามารถรับประทานได้ทุกวัย ดังนั้นในวัยผู้สูงอายุ จะมีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัส รวมทั้งอาการอักเสบจากการติดเชื้อ ซึ่งผลการวิจัยนั้นพบว่า น้ำมันปลา จะช่วยลดอาการดังกล่าวได้เป็นอย่างดี แน่นอนเลยว่านี่จึงเป็นสารอาหารที่ผู้สูงวัยควรจะได้รับ เพราะทานง่าย อีกทั้งมีสารอาหารที่ครบถ้วน

ด้วยคุณประโยชน์ต่าง ๆ ของน้ำมันปลา ทำให้วงการแพทย์นั้นรับรองให้เลยว่า น้ำมันปลาเป็นสารต้านการอักเสบ ช่วยบรรเทาอาการปวด บวม ตึงแน่นของข้อได้ดี อีกทั้งในยุคที่เต็มไปด้วยโรคระบาด กับเชื้อไวรัสที่อยู่รอบตัวแบบนี้ ภูมิคุ้มกันจะต้องแข็งแรง อีกทั้งการวิจัยที่ระบุเอาไว้ว่า สารอาหารที่สำคัญในน้ำมันปลานั้น จะช่วยลดความเสี่ยงโรคปอดอักเสบติดเชื้อได้ด้วย เนื่องจากมีส่วนช่วยกระตุ้นเม็ดเลือดขาว ให้กำจัดเนื้อเยื่อปอดที่อักเสบติดเชื้อ ทำให้การทำงานของปอดนั้นดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้สูงอายุแข็งแรงมากขึ้นด้วย


ผู้สูงวัย กับน้ำมันปลาที่ควรทาน

สำหรับการทานต่อวันนั้น ถ้าปกติจะแนะนำให้ทาน 500 มก. ต่อ วัน ส่วนผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือ โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจและสมอง จะต้องทานปริมาณกรดไขมันที่แนะนำ 1,000-2,000 มก. ต่อ วัน ส่วนผู้ที่มีปัญหาเรื่อง ไตรกลีเซอร์ไรด์สูงนั้นจะขอแนะนำที่  2,000 – 4,000 มก./วัน


ข้อควรระวัง

สำหรับการทานน้ำมันปลานั้น จะมีข้อที่ควรระวัง เพราะจะทำให้เลือดหยุดไหลช้าลง ดังนั้นถ้าหากว่าถอนฟันมา หรือ ผ่าตัดจะมีเลือดออกมาก ก็ควรที่จะแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนล่วงหน้าว่า เราได้รับประทานน้ำมันปลา โดยส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะสั่งให้หยุดทานก่อนรับการทำฟัน หรือ ผ่าตัดประมาณ 1 สัปดาห์ เช่นเดียวกันกับผู้ที่รับยาประจำตัวก็จะต้องแจ้งด้วยว่าทานน้ำมันปลา เพราะมียาบางตัวอาจจะได้รับผลกระทบกับร่างกาย 

อีกทั้งผู้ที่แพ้ปลาทะเล หรือ สารที่ใช้ในการผลิต โดยจะต้องสังเกตจากน้ำมันปลาแต่ละแบรนด์ ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่อย่าง แอสไพริน ก็ควรห้ามทาน สำหรับน้ำมันปลาก็มีเรื่องที่ต้องใส่ใจเช่นเดียวกัน ดังนั้นแล้วจะต้องศึกษาข้อมูลให้ครบถี่ถ้วนก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะเกิดผลข้างเคียงที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ ถ้าหากว่ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคประจำตัว ว่าจะสามารถทานน้ำมันปลาได้หรือไม่ ควรที่จะปรึกษาแพทย์ หรือ เภสัชกร ก่อนที่จะรับประทานด้วย


น้ำมันปลา ป็นสารสกัดมากประโยชน์ ที่ช่วยตั้งแต่ระบบสมอง สายตา รวมทั้งความจำ ถือได้ว่าเป็นอาหารเสริมประเภทหนึ่งที่มีกรดไขมันดีอย่าง โอเมก้า 3 ซึ่งเหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย รวมไปถึงผู้สูงอายุที่อาจจะเกิดภาวะขาดสารอาหารได้ในปัจจัยต่าง ๆ ก็สามารถทานน้ำมันปลา เพื่อไม่ให้เกิดภาวะนั้นได้

อีกทั้งความโดดเด่นของสารสกัดชนิดนี้ยังช่วยลดการอักเสบภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี จึงเหมาะมากสำหรับผู้สูงวัยที่มีอาการอักเสบจากอาการปวดข้อ หรือ โรครูมาตอยด์ สำหรับ น้ำมันตับปลานั้นจะมีราคาที่ไม่แพงมากนัก จะขึ้นอยู่กับว่าซื้อยี่ห้อไหน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดังอย่าง Blackmores, Nutrilite , Vistra เป็นต้น  มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 100 บาท ไปจนถึง หลักพันบาท ดังนั้น สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ อย่าลืมดูแลคนที่คุณรักกันด้วย


อ้างอิง

การดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ สำหรับผู้สูงอายุถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพราะไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยไหนก็ตาม ‘น้ำ’ ก็ยังถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของร่างกาย โดยเฉพาะยิ่งอายุมาก ยิ่งต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้มากขึ้น นอกจากการรับประทานอาหารที่ประโยชน์แล้ว การดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ สำหรับผู้สูงอายุก็สำคัญไม่แพ้กัน มาดูกันว่าผู้สูงอายุในปัจจุบันควรดื่มน้ำในปริมาณเท่าไหร่ หรือควรดื่มน้ำเพื่อสุขภาพอะไรบ้าง ?


การดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำวันละกี่แก้ว

การดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ

ในน้ำหนักตัวของคนเราประกอบไปด้วยน้ำกว่า 70% นั่นแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เราสามารถอดอาหารได้หลายสัปดาห์ แต่หากอยู่โดยขาดน้ำ เพียงแค่ 5-10 วันก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเพราะในแต่ละวันร่างกายจะสูญเสียน้ำจากเหงื่อ ปัสสาวะ การหายใจ ฯลฯ จึงต้องมีการทดแทนน้ำในส่วนที่หายไป ซึ่งปริมาณน้ำที่เหมาะสำหรับคนแต่ช่วงวัย คือ

  • 4-8 ปี ควรดื่มน้ำปริมาณ 1,200 มล. (5 แก้ว/วัน)
  • 9-13 ปี ควรดื่มน้ำประมาณ 1,600-1,900 มล. (7-8 แก้ว/วัน)
  • 14-18 ควรดื่มน้ำปริมาณประมาณ 1,900-2,600 มล. (8-11 แก้ว/วัน)
  • ผู้หญิงที่อายุ 19 ปีขึ้นไป ควรดื่มน้ำปริมาณประมาณ 2,100 มล. (9 แก้ว/วัน)
  • ผู้ชายที่อายุ 19 ปีขึ้นไป ควรดื่มน้ำปริมาณประมาณ  3,000 มล. (13 แก้ว/วัน)

นอกจากนี้ หากอยู่ในสภาพอากาศร้อนหรือมีปัญหาทางสุขภาพต่าง ๆ ควรเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำให้มากกว่าเดิม เมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอก็จะสามารถรักษาสมดุลน้ำในร่างกายได้ ทำให้สุขภาพต่าง ๆ ในร่างกายมีความสมบูรณ์ ระบบย่อยอาหาร ขับถ่าย และระบบต่าง ๆ ในร่างกายจึงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพยังช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายได้อีกด้วย แล้ว ผู้สูงอายุออกกำลังกายแบบไหน ถึงจะดีต่อสุขภาพ


การดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ ดื่มน้ำตอนไหนดีที่สุด

การดื่มน้ำเพื่อให้ได้ปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายจะช่วยให้ร่างกายลดการเกิดภาวะขาดน้ำได้ ซึ่งนอกจากปริมาณแล้ว ช่วงเวลาในการดื่มก็สำคัญเช่นกัน หากดื่มน้ำตามช่วงเวลาที่เหมาะสมก็จะช่วยให้เพิ่มระบบการทำงานในร่างกายให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดื่มน้ำ คือ 

  • หลังตื่นนอน ควรดื่มน้ำ 1 แก้ว เพราะจะช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกายและยังเป็นการกระตุ้นระบบการทำงานในร่างกายตอนช่วงเช้าอีกด้วย
  • การดื่มน้ำหลังจากอาบน้ำ ในตอนเช้า 1 แก้ว ก็จะช่วยเรื่องความดันโลหิตได้เช่นกัน
  • ดื่มน้ำก่อนมื้ออาหาร 30 นาที 1 แก้ว จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น
  • ดื่มน้ำหลังรับประทานอาหารเสร็จ 1 ชั่วโมง 1 แก้ว ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
  • ดื่มน้ำก่อนนอน 1 แก้ว เพื่อช่วยทดแทนการสูญเสียของเหลวในขณะที่นอน

ภาวะขาดน้ำที่อาจเกิดในผู้สูงอายุ

ภาวะขาดน้ำที่อาจเกิดในผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมที่ไม่ค่อยชอบดื่มน้ำ เนื่องจากมีการตอบสนองต่อความกระหายน้ำน้อยลงแต่ร่างกายก็ยังคงสูญเสียน้ำอยู่เหมือนเดิมหากไม่มีน้ำมาทดแทนในส่วนที่สูญเสียไปอาจส่งผลให้เกิด ‘ภาวะขาดน้ำ’ ทำให้ผู้สูงอายุอาจมีอาการหัวใจเต้นเร็วหรือชีพจรเร็วกว่า 120 ครั้ง/นาที แต่หากขาดน้ำในช่วงแรกปริมาณปัสสาวะ อาจมีปกติดี เพราะไตไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ในภาวะขาดน้ำ ทำให้ปริมาณปัสสาวะในระยะแรกของภาวะขาดน้ำไม่ลดลง แม้หากขาดน้ำไปนาน ๆ จนสู่ระยะสุดท้ายอาจทำให้หัวใจล้มเหลวและไตวายได้

ทั้งนี้ ผู้สูงอายุมักจะเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคเหล่านี้อาจต้องได้รับยาขับปัสสาวะส่งผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้มากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ทำให้ผู้สูงวัยไม่ค่อยอยากดื่มน้ำอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในช่องปาก ปัญหาสายตา มือสั่น ไม่สามารถจับน้ำดื่มได้ ดังนั้นแล้วจึงต้องจัดหาน้ำดื่มที่สามารถหยิบจับได้อย่างสะดวกไว้ใกล้ผู้สูงอายุ และให้ดื่มทุกชั่วโมง เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำ หากผู้สูงวัยเริ่มขาดน้ำอาจส่งผลต่อสุขภาพ ดังนี้

  • ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเริ่มทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
  • ผิวเหี่ยวย่นง่าย และดูไม่สดใส
  • เกิดปัญหาสุขภาพเสื่อมโทรม ทำให้เป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่าย
  • ไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้ดี
  • ตาและผิวแห้ง
  • มีอาการท้องผูก ท้องอืด เนื่องจากระบบทางเดินอาหารทำงานได้ไม่ดี
  • แก่เร็วขึ้น เกิดอาการสมองเสื่อม
  • ปวดตามข้อ หลัง หรือเอวได้ง่าย

เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ

การดื่มน้ำเพื่อสุขภาพในช่วงสูงวัย เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเนื่องจากปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ที่อาจจะต้องดูเรื่องส่วนผสมที่ควรหลีกเลี่ยงให้เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคน ซึ่งเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุมี ดังนี้

1. น้ำเปล่าสะอาด

น้ำเปล่าสะอาด

น้ำเปล่าธรรมดา ๆ นี่แหละที่เป็นส่วนสำคัญและเป็นการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงวัย แม้มันจะไม่ได้มีสารที่ให้พลังงานใด ๆ แต่มันก็สามารถช่วยบำรุงด้านสุขภาพต่าง ๆ ได้อย่างดี เช่น ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนของสารอาหารในร่างกายทำงานได้อย่างลื่นไหล ช่วยให้ไตขับสารพิษออกจากร่างกายได้มากขึ้น

2. น้ำผลไม้สด

น้ำผลไม้สด

ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำผักหรือผลไม้ที่คั้นสดเอง เนื่องจากน้ำผลไม้กล่องส่วนใหญ่มักจะมีน้ำตาลสูง ซึ่งน้ำผลไม้จะมีใยอาหารที่ช่วยในเรื่องการขับถ่ายได้อย่างดี แต่อาจจะต้องระวังเรื่องผลไม้โดยเลือกชนิดที่มีรสหวานน้อย เช่น ส้ม ฝรั่ง แตงโม และต้องคำนึงถึงโรคประจำตัวที่บางคนอาจมีด้วย เพราะโรคบางชนิดก็ไม่สามารถรับประทานผลไม้บางอย่างได้ ข้อมูลเพิ่มเติม ติดหวานเสี่ยงเกิดโรค

3. น้ำเต้าหู้ หรือนมถั่วเหลือง

น้ำเต้าหู้ หรือนมถั่วเหลือง

นมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ในปัจจุบันนี้หาซื้อได้ง่ายและมีเครื่องเคียงหลายอย่างที่มีประโยชน์ที่สามารถรับประทานร่วมกันได้ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือไม่ควรใส่น้ำตาลเพิ่มอีกเพราะไขมันอาจสะสมเพิ่มได้ และน้ำเต้าหู้ทั่วไปมักมีรสชาติหวานอยู่ในตัวของมันอยู่แล้วหากใครสามารถทำดื่มเองได้หรือซื้อดื่มแบบร้อน ๆ ก็จะดีกว่าการซื้อดื่มเป็นกล่องที่มีการใส่น้ำตาลค่อนข้างเยอะ

4. นมพร่องมันเนย

นมพร่องมันเนย

ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องการโปรตีนเพื่อบำรุงและฟัน การเลือกดื่มนมพร่องมันเนยต้องเป็นตัวเลือกที่ดีเนื่องจากมันมีไขมันน้อยกว่านมชนิดอื่น ๆ และไม่มีการปรุงแต่งรสชาติ เพราะผู้สูงอายุควรระวังเรื่องน้ำตาลเป็นอย่างดี หากร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไป อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานหรือมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น

5. น้ำสมุนไพร

น้ำสมุนไพร

ผู้สูงวัยส่วนมากมักจะชอบดื่มน้ำสมุนไพรอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น น้ำขิง น้ำใบบัวบก น้ำมะตูม น้ำกระเจี๊ยบ น้ำอัญชัน ฯลฯ เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มักจะมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายหลายด้านอีกด้วย ทั้งช่วยเติมความสดชื่น บรรเทาอาการกระหายน้ำ และช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ที่สำคัญต้องอย่าลืมเลือกดื่มแบบไม่ใส่น้ำตาลด้วย

6. เครื่องดื่มธัญพืช

การดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มธัญพืช

สำหรับผู้สูงวัยที่มีปัญหาท้องผูก การดื่มเครื่องดื่มประเภทธัญพืชสามารถช่วยในด้านนี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากธัญพืชมีใยอาหารที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย ช่วยกระตุ้นให้เกิดการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ และอุ้มน้ำในอุจจาระทำให้อุจจาระไม่แข็งตัว


สำหรับผู้สูงวัยที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ก็สามารถดื่มได้ แต่ต้องย้ำว่าได้แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะหากดื่มมากเกินไปอาจทำลายตับทำให้เป็นโรคตับแข็งได้ หากดื่มเพียงแค่เล็กน้อยก่อนอาหารมันจะสามารถช่วยให้เจริญอาหารได้

การดื่มน้ำเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะกับผู้สูงอายุควรใส่ใจมากเป็นพิเศษ และต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์ของเครื่องดื่มชนิดนั้น ๆ ไม่ควรดื่มตามใจชอบเพียงอย่างเดียว เพราะหากดื่มแต่เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงก็จะส่งผลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้  หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วอาจต้องปรึกษาแพทย์เมื่อเข้ารับการตรวจสุขภาพว่าสามารถดื่มเครื่องดื่มชนิดนั้นได้หรือไม่


อ้างอิง 

โรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ มีหลายแบบ แต่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการเสื่อมสมรรถภาพทางร่างกายและสมอง ซึ่งส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม ดังนั้น การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยจะต้องมีการป้องกันการเกิดโรค และการดูแลรักษาโรคให้เหมาะสม


โรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ 

โรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ 

1. โรคสมองเสื่อม

ผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงในระบบการทำงานของสมองค่อย ๆ เสื่อมลงหรือบกพร่อง เกิดการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ พฤติกรรม และความทรงจำอย่างต่อเนื่อง มักพบมาในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจ เครียด ขาดการออกกำลังกายหรือสูบบุหรี่เป็นเวลานาน และผู้คนที่ในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคสมอง ส่วนมากจะพบในอายุ 60 ปีขึ้นไป

2. โรคกระดูกพรุน

โรคเกิดจากการทำงานของฮอร์โมนลดลงในผู้สูงอายุ พบมากในผู้หญิงสูงอายุ โดยเฉพาะวัยหมดประจำเดือน ส่งผลให้แคลมเซียมสลายออกจากกระดูกมากขึ้น กระดูกมีความหนาแน่นน้อยลง กระดูกบางและเปราะหักง่ายขึ้น ทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก

3. โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าอักเสบ หรือข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า ผู้ที่ใช้ข้อเข่ามากเกินไปหรือมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน การใช้งานขาและหัวเข่าผิดท่าสะสมเป็นเวลานาน หรือเป็นโรคที่ส่งผลกับเข่า เช่น โรคอ้วน โรคเกาต์ และอาการอักเสบของเข่า เป็นต้น

4. โรคเบาหวาน

เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ ส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงหรือต่ำเกินไป ส่งผลต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

5. โรคไต

โรคไตในผู้สูงอายุ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนตามอายุ และการโตขึ้นของเยื่อต่อมลูกหมาก ระยะเริ่มแรกมักจะไม่แสดงอาการ แต่เมื่อไตเสื่อมลง จะเกิดการคั่งของเสียในกระแสเลือด และมีอาการต่าง ๆ ตามมา

6. โรคความดันโลหิตสูง

คนปกติจะมีความดันโลหิต 120/80 มิลลิเมตรปรอท ผู้สูงอายุที่มีความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป การมีภาวะระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรัง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และหลอดเลือดสมองตีบและแตก และทำให้เกิดการเสื่อมลงของหลอดเลือดทั่วร่างกาย ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะได้ไม่ดี โรคความดันโลหิตสูง มีปัจจัยมาจากความอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ไม่ออกกำลังกาย และการได้รับสารเคมีหรือยาบางชนิด

7. โรคตา

ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้น ตาจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพลงไป โรคตาที่ผู้สูงอายุเป็นกันมาก เช่น โรคต้อกระจก โรคต้อหิน โรคต้อลม โรคจอประสาทตาเสื่อม ตาแห้ง และน้ำวุ้นตาเสื่อม หากดวงตามีอาการผิดปกติควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันที

8. โรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคที่คนไทยป่วยมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็ง พบมากในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุของโรคมักเกิดมาจากการสะสมไขมันของเส้นเลือด อายุที่มากขึ้น กรรมพันธุ์ การสูบบุหรี่ และเกิดจากโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน เป็นต้น หากปล่อยให้เวลาผ่านไปจนเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจขั้นรุนแรง อาจเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือเสียชีวิตแบบปัจจุบันทันด่วน

9. โรคมะเร็ง

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเป็นอันดับต้น ๆ เนื่องจากอายุมากขึ้นเซลล์ในร่างกายนั้นเสื่อมลง และกลายพันธุ์เป็นก้อนเนื้อที่ควบคุมไม่ได้ มะเร็งในผู้ชายสูงอายุ ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งตับอ่อน / มะเร็งในผู้หญิงสูงอายุ มักพบมะเร็งของอวัยวะสืบพันธ์ เช่น มดลูก เต้านม และรังไข่ ส่วนอวัยวะอื่น ๆ ก็มีมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งตับอ่อน

10. โรคหลอดเลือดสมอง

อีกหนึ่งโรคที่พบบ่อยในสังคมผู้สูงอายุ สาเหตุสำคัญต่อการเสียชีวิตและพิการ โรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะมีสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ทำให้สมองหยุดทำงานเฉียบพลันมาจากอาการขาดอาหารและเลือดไปเลี้ยงสมอง ส่งผลให้เซลล์สมองตายสูญเสียการทำหน้าที่จนเกิดอาการของอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โรคนี้มักพบในผู้สูงอายุเพศชายอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป


แนวทางการดูแลผู้สูงอายุให้มีสุขภาพดี 

อาหารสำหรับผู้สูงอายุควรกินอย่างไรจึงเหมาะสม 

  1. เลือกอาหาร วัยนี้ร่างกายมีการใช้พลังงานน้อยลงจากกิจกรรมที่ลดลง จึงควรลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน ให้เน้นอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะปลา และเพิ่มแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุมักขาด ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีอยู่ในนม ถั่วเหลือง ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ และควรกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่าง อบ แทนประเภทผัด ทอด จะช่วยลดปริมาณไขมันในอาหารได้ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด และดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน
  2. ออกกำลังกาย หากไม่มีโรคประจำตัว แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิกสัก 30 นาทีต่อครั้ง ทำให้ได้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จะเกิดประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือดอย่างมาก โดยขั้นตอนการออกกำลังกายจะต้องค่อย ๆ เริ่ม มีการยืดเส้นยืดสายก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มความหนักขึ้นจนถึงระดับที่ต้องการ ทำอย่างต่อเนื่องจนถึงระยะเวลาที่ต้องการ จากนั้นค่อย ๆ ลดลงช้า ๆ และค่อย ๆ หยุด เพื่อให้ร่างกายและหัวใจได้ปรับตัว แนะนำ ผู้สูงอายุควรออกกำลังกายอย่างไรดี 
  3. สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์ จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคได้ อาจเป็นสวนสาธารณะใกล้ ๆ สถานที่ท่องเที่ยว หรือการปรับภูมิทัศน์ภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง สะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก มีการปลูกต้นไม้ จัดเก็บสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และสามารถช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืดได้
  4. หลีกเลี่ยงอบายมุข ได้แก่ บุหรี่และสุรา จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรค หรือลดความรุนแรงของโรคได้ ทั้งลดค่าใช้จ่ายในการรักษา และยังช่วยป้องกันปัญหาอุบัติเหตุ อาชญากรรมต่าง ๆ อันเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมในขณะนี้
  5. ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ โดยเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและโรคที่เป็นอยู่ ส่งเสริมสุขภาพให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือการหกล้ม
  6. ควบคุมน้ำหนักตัวหรือลดความอ้วน โดยควบคุมอาหารและออกกำลังกายจะช่วยทำให้เกิดความคล่องตัว ลดปัญหาการหกล้ม และความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
  7. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เช่น การซื้อยากินเอง การใช้ยาเดิมที่เก็บไว้มาใช้รักษาอาการที่เกิดใหม่ หรือรับยาจากผู้อื่นมาใช้ เนื่องจากวัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตในการกำจัดยาลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยาหรือผลข้างเคียง อาจมีแนวโน้มรุนแรง และเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ฉะนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาจะดีที่สุด
  8. หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น คลำได้ก้อน โดยเฉพาะก้อนโตเร็ว แผลเรื้อรัง มีปัญหาการกลืนอาหาร กลืนติด กลืนลำบาก ท้องอืดเรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ไอเรื้อรัง ไข้เรื้อรัง เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอกหรือถ่ายอุจจาระผิดปกติ มีอาการท้องเสียเรื้อรัง ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ้าอย่างนี้ล่ะก็ควรพบแพทย์ดีที่สุด
  9. ตรวจสุขภาพประจำปี แนะนำให้ตรวจสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี หรืออย่างน้อยทุก 3 ปี โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็ง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ตรวจหาโรคมะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และยังมีตรวจการมองเห็น การได้ยิน ตลอดจนประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุด้วย

สรุป 

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ตลอดจนเพื่อหลีกเลี่ยงการป่วยเป็นโรคที่พบบ่อยผู้สูงอายุนั้น ตัวผู้สูงอายุเองตลอดจนผู้ที่ดูแลไม่ควรมองข้ามการตรวจสุขภาพและการดูแลสุขภาพร่างกายให้ดี ทั้งการควบคุมอาหาร งดสูบบุหรี่หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่รับประทานยาเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ ทั้งนี้เพื่อป้องกันโรคต่าง ๆ ไว้ก่อนที่จะสายเกินแก้

แนวทางการดูแลผู้สูงอายุให้มีสุขภาพดีอาจมีแนวทางที่แตกต่างกันไปตามความต้องการ ซึ่งแต่ละแนวทางก็มีข้อดีข้อเสียและข้อจำกัดที่แตกต่างกันรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุ เช่น การดูแลผู้สูงอายุด้วยตัวผู้สูงอายุเองคือการที่ผู้สูงอายุสามารถดำเนินชิวิตได้ด้วยตนเอง โดยมีการพึ่งพาผู้อื่นน้อยที่สุด ผู้สูงอายุมีความพอใจกับความสุขตามอัตภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี ผู้สูงอายุมีความสามารถทำตัวให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว สังคม เพื่อสร้างความภูมิใจในคำยกย่องจากสังคมโดยรวมการ สำหรับดูแลผู้สูงอายุด้วยคนในครอบครัวเป็นการดูแลผู้สูงอายุทั้งในเรื่องของปัจจัยสี่ การให้อาหาร ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และการดูแลรักษาสุขภาพทั้งการเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจ

สำหรับการดูแลผู้สูงอายุโดยสถาบันต่าง ๆ เช่น สถานสงเคราะห์ สถานพยาบาลหรือสถานที่รับดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ เป็นต้น มีรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชน เป็นการกระตุ้นให้คนในชุมชนมีจิตสำนึกเพื่อร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาบริการต่าง ๆ ให้แก่สมาชิกในชุมชนระหว่างตัวผู้สูงอายุเอง ครอบครัว คนในชุมชนและสถาบันทางสังคมต่าง ๆ ที่มีลักษณะการบริการที่แตกต่างกัน การ เตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ แนวทางการดูแลผู้สูงอายุให้มีสุขภาพดี บทบาทสำคัญอยู่ที่ครอบครัวกับผู้สูงอายุ โดยครอบครัวต้องตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุต้องมีเจตคติที่ดีต่อความสูงวัยอันจะทำให้เกิดความเข้าใจ ความเอื้ออาทรอย่างแท้จริงในการดูแลผู้สูงอายุ หากจะเปรียบเทียบความสำคัญระหว่างความรู้ในการปฏิบัติดูแลผู้สูงอายุกับการส่งเสริมให้คนในครอบครัวตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุ ความสำคัญจะอยู่ที่การสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวมากกว่า


อ้างอิง